้ามไป!”
ไม่นานนัก กองทหารม้าอีกสองกองก็ออกจากค่ายใหญ่ตงหมาน พร้อมกับแพหนังและแยกย้ายกันมุ่งหน้าไปยังเหนือน้ำและใต้
ในเวลาเดียวกัน องค์หญิงเก้าที่ประทับอยู่ในวังหลวงก็ได้รับข่าวที่ฉินเจิ้นส่งมา จึงรีบรุดไปยังห้องทรงงาน
“ท่านอาจารย์ตื่นหรือยัง?” องค์หญิงเก้าเอ่ยถามผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่หน้าห้อง
“ยังไม่ตื่น” ผู้คุ้มกันส่ายหน้า
เนื่องจากทั้งสองยังมิได้เข้าพิธีวิวาห์ องค์หญิงเก้าจึงไม่อาจพาจินเฟิงกลับไปยังตำหนักของตนได้ จึงได้แต่ให้เขาพักรอที่ห้องทรงงานนี้ไปก่อน
ฝ่ายจินเฟิงเองแม้ใจจะร้อนรุ่มอยู่บ้าง แต่ก็มิได้เอ่ยปากรบเร้าอันใด
ห้องทรงงานที่ว่านั้น แท้จริงแล้วก็คือตำหนักหลังหนึ่ง ภายในตำหนักแห่งนี้ยังมีตำหนักรองซึ่งถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับขุนนางชั้นผู้ใหญ่โดยเฉพาะ
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ทุกพระองค์จะเกียจคร้านเหมือนเฉินจี๋ ตัวอย่างเช่นปู่ของเจ้าหญิงองค์เก้า ทรงขยันขันแข็งมาก ทรงงานจนดึกดื่นเป็นประจำ
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ถวายงานเคียงข้างพระองค์ ก็มักจะพักผ่อน ณ ตำหนักรองแห่งนี้
ทว่านับแต่ที่องค์ฮ่องเต้เฉินจี๋ขึ้นครองราชย์ จินเฟิงกลับเป็นบุคคลแรกที่ได้พักผ่อน ณ ตำหนักรองแห่งนี้
ค่ำคืนวันก่อน จินเฟิงได้หลับไปเพียงครู่หนึ่ง วันรุ่งขึ้นก็วุ่นวายกับงานทั้งวัน คืนที่ผ่านมาจินเฟิงจึงล้มตัวลงนอนและหลับสนิทมาจนถึงตอนนี้
ในขณะที่เขาสะลึมสะลือ ก็รู้สึกราวกับมีผู้ใดมาแตะต้องที่คิ้ว
เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่