แม้ว่าเฉินจี๋จะหวาดกลัวเพียงใด ครั้นเมื่อถึงคราสิ้นชีพ กลับปล่อยวางได้อย่างฉับพลัน
เขารู้อยู่แก่ใจว่าองค์รัชทายาททรงสะสมความไม่พอใจเขามานาน หากสละราชบัลลังก์ไป ชีวิตที่เหลืออยู่ก็คงไม่ต่างอะไรกับความตาย
ดังนั้นในยามนี้ เฉินจี๋จึงตัดสินใจแล้วว่าขอยอมตายดีกว่า
ความตายเขายังไม่หวั่นเกรง แล้วยังมีสิ่งใดให้ต้องหวาดกลัวอีกเล่า
เพียงชั่วพริบตา เฉินจี๋กลับเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างกระจ่างแจ้ง
“ข้าเสียใจยิ่งนัก ที่มิได้ฟังอู่หยางแล้วปลดเจ้า กำจัดพวกขุนนางและตระกูลใหญ่เสียแต่เนิ่น ๆ!”
เฉินจี๋มองรัชทายาทพลางยิ้มเยาะ “ลูกอกตัญญู เห็นแก่ความเป็นพ่อลูก ข้าจะสอนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย พวกตระกูลใหญ่เหล่านี้เปรียบเสมือนหมาป่ายิ่งเลี้ยงยิ่งไม่เชื่อง หากเจ้าได้ขึ้นครองราชย์ จงจำไว้ว่าต้องกำจัดพวกมันเสีย มิเช่นนั้นบัลลังก์นี้จะต้องเปลี่ยนผู้ครอง ตัวเจ้าเองก็คงจะไม่ได้สิ้นชีวิตอย่างสงบสุข”
“หุบปาก! บังอาจสาปแช่งข้างั้นหรือ!”
รัชทายาทได้ยินดังนั้นก็โกรธจนตัวสั่น “ทหาร! ไปตัดลิ้นมันออกมาเดี๋ยวนี้!”