จินเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าจะพาเจ้าไปด้วยก็ได้ แต่ท่านแม่ทัพฉินต้องสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษตระกูลฉิน ว่าไม่ว่าคืนนี้จะได้เห็นสิ่งใด ก็ห้ามมิให้ปริปากบอกผู้อื่นโดยเด็ดขาด แม้แต่บิดาของท่าน หรือแม้แต่ฝ่าบาท ก็มิอาจเอ่ยออกไปแม้เพียงครึ่งคำ ท่านแม่ทัพฉินทำได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินเจิ้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ยกมือขวาขึ้นและกล่าวว่า “ข้า ฉินเจิ้นขอสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษตระกูลฉิน ไม่ว่าคืนนี้จะได้เห็นสิ่งใด ข้าจะไม่แพร่งพรายให้ผู้อื่นล่วงรู้แม้แต่คำเดียว!”
จินเฟิงจึงวางใจได้เสียที
ตระกูลใหญ่เก่าแก่อย่างตระกูลฉินนั้น ให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือชื่อเสียง การสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษเช่นนี้ พวกเขามักจะไม่ผิดคำสัญญา
แท้จริงแล้ว ต่อให้ฉินเจิ้นล่วงรู้เรื่องบอลลูนลมร้อน จินเฟิงก็ยอมรับได้
เพราะเวลานี้ หากเขาต้องการเข้าเมืองก็จำเป็นต้องโดยสารบอลลูนลมร้อน
แม้ภายนอกเมืองจะยังเลี่ยงสายตาผู้คนได้ แต่หากเข้าไปในเมืองแล้ว ต้องมีผู้พบเห็นเป็นแน่
การให้ชิ่นเจิ้นสาบาน เป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ในใจของจินเฟิงเท่านั้น
หากเข้าเมืองไปแล้วใครเล่าจะมองไม่เห็น?