ได้แสดงความสามารถของตนแล้ว ข้าน้อยผู้นี้ก็รู้สึกละอายใจและอยากที่จะแต่งบทกวีเพื่อเป็นการชดเชย หวังว่าทุกท่านจะให้คำแนะนำแก่ข้าด้วย”
“เชิญนายน้อยจิน!”
ถังเสียวเป่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผู้ตัดสินเพียงคนเดียวในงานเลี้ยงน้ำชาคือหญิงสาวที่กำลังจัดงาน ถังเสียวเป่ยได้ตัดสินใจแล้วว่าไม่ว่าจินเฟิงจะทำอะไรก็ตาม ตราบใดที่ไม่แย่เกินไปนัก นางก็จะตัดสินให้เขาเป็นผู้ชนะ
เนื่องจากจินเฟิงได้สืบเรื่องที่นี่มาแล้วล่วงหน้า เขาจึงเตรียมการเอาไว้แล้ว บัณฑิตหนุ่มเริ่มเอื้อยเอ่ยอย่างช้า ๆ “คิ้วมนโค้งราวกับคีรี เรียวบางดั่งหลิวที่ลู่ลมเล่น วสันตฤดูพัดเย็นเยียบ ล้ำค่าเปรียบทองพันกว้าน ณ ถิ่นถานกวางเหยวียนนี้ มิมีคณิกานางไหนปาน มวลผกาที่เบ่งบานในซื่อชวน มิคู่ควรเทียบเสียวเป่ย”
ตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้รู้หนังสือต่างก็แข่งขันและดูถูกซึ่งกันและกัน เมื่อพวกเขาได้ยินว่าจินเฟิงกำลังจะแต่งบทกวี ชายหนุ่มทุกคนต่างก็ไม่ยี่หระ อย่างไรก็ตาม เมื่อจินเฟิงอ่านจบ ทุกคนกลับลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
บทกวีนี้คือ ‘ฉันทลักษณ์สี่สิบคำ’ ที่แต่งโดยเยี่ยนจี่เต้า*[1] ผู้แต่งบทกวียอดเยี่ยมให้นางโลมชื่อดังอย่างหลี่ซือซือ*[2] ซึ่งจินเฟิงได้ถือโอกาสนี้ดัดแปลงชื่อตัวละครและสถานที่เพื่อให้เข้ากับถังเสียวเป่ย
“นายน้อยโจว บทกวีนี้ไม่เลวทีเดียว!”
“ใช่ มันออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับแม่นางเสียวเป่ย”
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าในซื่อชวนนั้นไม่มีสตรีใดงดงามเท่าแม่นา