ขาจึงไม่สามารถครองสติได้ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้ก็คือการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าว
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก เวลาท่านอาจารย์เมาข้าก็รู้สึกว่าสนุกดี ข้าไม่เคยรู้เลยว่าท่านอาจารย์สามารถขับร้องและเต้นรำได้”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ชิ่งมู่หลานก็หัวเราะอย่างทะเล้น “ข้าช่วยรื้อฟื้นให้ดีหรือไม่?”
“เจ้าออกไปเลยนะ!” จินเฟิงพูดด้วยความโกรธ “หากเจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ในอนาคตอย่าคิดจะขออาวุธจากข้าอีกเป็นอันขาด”
“ท่านอาจารย์ ข้าไม่กล้าแล้ว!”
เมื่อชิ่งมู่หลานได้ยินสิ่งที่จินเฟิงพูด นางก็ยอมจำนน
“แล้วพวกของเถี่ยฉุยและทหารหญิงเล่า?” จินเฟิงถาม
“ตอนที่พวกเจ้าร่ำสุรากัน พวกทหารหญิงต่างก็แยกย้ายไปซักผ้า”
ชิ่งมู่หลานกล่าวว่า “ตอนนั้นเถี่ยฉุยและคนอื่น ๆ ก็เมาเช่นกัน เมื่อเช้านี้ข้าลองแกล้งถามดู เหมือนว่านอกจากเถี่ยฉุยแล้ว คนอื่น ๆ ไม่มีใครจำได้ว่าท่านอาจารย์ขับบทกวี ตอนนั้นเถี่ยฉุยเองก็ตกใจมากเช่นกัน เขาพยายามห้ามท่านอาจารย์ไม่ให้ดื่มต่อแล้ว ท่านก็บอกว่าจะไม่ดื่ม แต่จากนั้นท่านกลับแต่งบทกวีเชิญร่ำสุราจนได้”
ในเวลานั้น ลิ้นของจินเฟิงเริ่มพันกันแล้ว ตอนที่เขาร้องเพลงก็ร้องได้ไม่ชัดเจนนัก ชิ่งมู่หลานและถังตงตงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ต่างก็ได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มร่ายออกมาไม่ถนัด ไม่ต้องพูดถึงทหารผ่านศึกที่กำลังมึนงงจากการดื่มสุราเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจินเฟิงร้องเพลงไปเพียงไม่กี่วรรค ก็ทำให้เถี่ยฉุย