็รีบวิ่งกลับมารายงานข้า!”
“รับทราบ!”
ล่ายจื่อรับคำสั่งแล้วหันกลับเข้าไปในป่า
อีกด้านหนึ่ง โหวจื่อเพิ่งกลับมาที่ขบวนรถ
เถี่ยฉุยรีบเข้ามาหาเขาแล้วถามว่า “มีโจรกี่คน?”
“ข้านับได้หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคน และมีมือธนูอีกยี่สิบคนด้วย!”
โหวจื่อตอบว่า “อีกทั้งยังมีโจรซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มไม้ข้างทางอีก ข้าเห็นไม่ชัดว่ามีกี่คน แต่น่าจะอยู่ราว ๆ สามถึงเจ็ดคน”
“นั่นหมายความว่ามีโจรอย่างน้อยหนึ่งร้อยสามสิบคนซ่อนอยู่หรือ?”
ใบหน้าของเถี่ยฉุยก็ตึงเครียดขึ้นเช่นกัน
จินเฟิงได้ยินเสียงโหวกเหวกจึงเปิดประตูรถม้าออกไป
ธนูจ้งหนู่ที่มีแสงเย็นเป็นประกายหันหน้าออกไปทางด้านนอก เถี่ยฉุยจึงตกใจและรีบก้าวถอยไปอย่างรวดเร็ว
“เป็นชายอกสามศอก แต่ขี้กลัวเสียจริง”
ชิ่งมู่หลานซึ่งนั่งอยู่หลังธนูจ้งหนู่หัวเราะออกมา
“แม่นางมู่หลาน ไม่ว่าข้าจะแข็งแกร่งแค่ไหน ข้าก็ทนต่อการโจมตีของอาวุธสังหารนี้ไม่ได้หรอกนะ”
เถี่ยฉุยรู้ถึงพลังของธนูจ้งหนู่ดี เขาไม่รู้สึกเขินอายเลยที่จะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ข้าแนะนำว่าในอนาคตแม่นางมู่หลานหลีกเลี่ยงธนูจ้งหนู่ไว้จะดีกว่า เพราะแม้แต่ชุดเกราะของเจ้าก็ไม่สามารถหยุดมันได้ไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม”
“ที่เถี่ยฉุยพูดก็มีเหตุผล”
จินเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“มีเหตุผลอะไรกัน? ไม่เห็นหรืออย่างไรว่าข้ายังไม่ได้ขึ้นสายธนูด้วยซ้ำ?”
ชิ่งมู่หลานพูดด้วยอารมณ์ “ขี้กลัวไปได้!”
เถี่ยฉุยขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียงกับชิ่งมู่