วกข้าเติบโตมาในเรือนขนาดใหญ่ที่มีลานบ้านกว้างขวาง จะไปฆ่าคนที่ไหน?”
ชิ่งมู่หลานส่ายศีรษะ แต่ทันใดนั้นนางก็หันไปมองอาเหมยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “อาเหมย เจ้าน่าจะเคยฆ่าคนมาก่อนใช่หรือไม่?”
นางเดาได้แล้วว่าทำไมจินเฟิงถึงถาม
เพราะนางเอาแต่พูดว่าตนเองจะเข้าสู่การสู้รบเพื่อฆ่าศัตรู แต่สุดท้ายนางก็ไม่เคยฆ่าใครเลยด้วยซ้ำ สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกเสียหน้า
แต่อาเหมยเป็นนักรบผู้ไม่กลัวความตาย อีกฝ่ายได้รับการฝึกฝนมาจากบิดาตั้งแต่เด็กและถูกส่งมาเพื่อปกป้องชิ่งมู่หลานเป็นพิเศษ นางน่าจะเคยสังหารผู้คนมาก่อน
“ข้าเคยฆ่าไปสิบสามคน!”
อาเหมยพยักหน้ายอมรับ
ชิ่งมู่หลานเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ในที่สุดอาเหมยก็เป็นคนกู้หน้าให้นางอีกครั้ง
“เมื่อลงสนามรบ พวกเจ้าถือว่าเป็นกองกำลังเดียวกัน จะให้อาเหมยแสดงฝีมือผู้เดียวไม่ได้”
จินเฟิงกล่าวว่า “มีคนจำนวนมากที่ตอนฝึกฝนเก่งมาก แต่เมื่อพวกเขาเข้าสู่สนามรบ ถือดาบและอาวุธจริง พวกเขากลับตัวเย็นเฉียบเมื่อเห็นเลือด คนเหล่านี้ไม่เพียงไม่สามารถช่วยเหลือสหายของพวกเขาได้ แต่ยังจะลากทุกคนลงเหวไปด้วยกันอีกด้วย ดังนั้นก่อนที่จะไปสนามรบ เจ้าควรเห็นเลือดและชินกับมันเสียก่อน”
จินเฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน ครั้งนี้ที่จะออกไปโจมตีพวกโจร ข้าจะให้พวกเจ้าไปด้วยกัน แต่ก่อนอื่นต้องฝึกฝนทักษะของเจ้าล่วงหน้า หากมีใครกลัวเลือดจริง ๆ ก็จะได้คัดออก”
“เมื่อใดหรือ?”
ดวงตาของชิ่งม