วรู้ว่าหลังจากที่สหายร่วมรบปลดประจำการจะมีชีวิตที่ยากลำบาก และขอให้ท่านอาจารย์ช่วยดูแลพร้อมหางานให้ทำ พวกเจ้าคิดว่าเหลี่ยงจื่อและข้าจะไปหาพวกเจ้าหลังจากที่พวกเราลืมตาอ้าปากได้หรือ?”
“ข้าขอบคุณพี่ใหญ่ฟางเหลย!”
ทั้งสองโค้งคำนับอย่างรวดเร็วพร้อมขอโทษชายผิวคล้ำ
“พวกเจ้าขอบคุณข้าทำไมกัน ข้าไม่ได้เป็นผู้ให้ค่าตอบแทนพวกเจ้านะ”
ชายผิวคล้ำร่างใหญ่เตะทหารผ่านศึกคนหนึ่ง “เจ้าควรขอบคุณท่านอาจารย์จิน”
“ข้าขอบคุณท่านอาจารย์จิน”
ทั้งสองคนรีบคำนับจินเฟิงอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไร นับจากนี้ไปก็ตั้งใจทำงานเล่า”
จินเฟิงยิ้มและช่วยประคองทั้งสองให้ลุกขึ้น ขณะที่มองฟางเหลยอย่างซาบซึ้ง
ฟางเฟลยดูมีชีวิตชีวาและกระตือรือร้น
ความจริงอีกฝ่ายสามารถพูดเรื่องนี้ระหว่างทางได้ แต่เขาก็เลือกที่จะพูดมันต่อหน้าจินเฟิง
ประโยคง่าย ๆ ไม่เพียงแต่ชนะใจทหารผ่านศึกทั้งสอง แต่ยังแสดงให้เห็นความปราถนาดีที่เขามีต่อจินเฟิงอีกด้วย
ชายคนนี้รู้จักพูดมากกว่าจางเหลียงเสียอีก
จินเฟิงไม่ได้คิดมากกับการเป็นคนช่างพูดช่างประจบ กลับกันเขาค่อนข้างพอใจ
แม้ว่าจางเหลียงจะไว้ใจได้แต่อีกฝ่ายซื่อเกินไป ในอนาคตหากต้องเดินทางไกล เขาอาจประสบกับความสูญเสียได้ง่าย เป็นการดีที่จะมีคนที่มีชีวิตชีวาและมีน้ำใจอยู่เคียงข้างเขา
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นกังวล ระหว่างที่เดินทางมาที่นี่ฟางเหลยและเหลียงจื่อได้เล่าเรื่องให้พวกข้าฟังแล้ว ว่าหลังจากนี้เราจะรับหน้าที่ข