ช้าก็เร็วอย่างไรก็ต้องเรียนรู้ที่จะขี่มันอยู่ดี
จงอู่เตรียมม้าตัวเมียแสนเชื่องมาหนึ่งตัว หลังจากจินเฟิงปีนขึ้นไปบนหลังม้า จงอู่ก็สอนทักษะบางอย่างให้เขา
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผ่านไปแปดวัน จินเฟิงและหม่านชางก็สามารถบังคับม้าของพวกเขาให้วิ่งเหยาะ ๆ บนดาดฟ้าเรือได้
ขณะเดียวกันการเดินทางทางน้ำก็สิ้นสุดลง เรือไม้ลำใหญ่ได้จอดเทียบที่ท่าเรือเรียบร้อย
จากนี้ พวกเขาต้องขี่ม้าขึ้นเขาเป็นระยะเวลากว่าห้าวัน ในที่สุดก็ไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างเมืองเว่ยโจว
เมืองเว่ยโจวคือหนึ่งในเมืองที่คอยตั้งรับชาวตั่งเซี่ยง ที่แห่งนี้มีกำแพงสูง ทว่าครึ่งบนของกำแพงเป็นสีฟ้าอมเขียว ส่วนครึ่งล่างนั้นเป็นสีดำ มองดูแล้วช่างแปลกตา
“เว่ยโจวเคยถูกตั่งเซี่ยงเข้ายึดครองถึงสองครั้ง แน่นอนว่า ทั้งสองครั้งนั่นเมืองของเราถูกเผา กำแพงส่วนล่างจึงกลายเป็นสีดำ”
จงอู่เห็นความสับสนบนใบหน้าของจินเฟิง เขาจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา
“ยึดครองอะไร พวกเขาหนีไปต่างหาก”
เจิ้งฟางกล่าว “ในขณะที่ชาวตั่งเซี่ยงอยู่ห่างจากเว่ยโจวแปดสิบลี้ แม่ทัพของกองกำลังป้องกันเมืองกลับพากำลังพลหนีไป ทิ้งประชาชนให้เผชิญกับชาวตั่งเซี่ยงตามลำพัง ต่อมาพวกเขายังมีหน้ามาของเสบียงจากราชสำนักอีก!”
“ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแม่ทัพฟ่านแล้วมิใช่หรือ” จงอู่กล่าว “แม่ทัพฟ่านเป็นแม่ทัพเลือดเหล็กที่มีชื่อ ได้ยินมาว่าเขาเป็นขุนนางในราชสำนักได้ด้วยความสามารถ และเป็นผู้ขอนำท