เห็นจ้าวเข่อหรันนั่งจิบชาอยู่ ตรงหน้า ใบหน้าหนุ่มน้อยเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด เขารีบ ก้าวเข้ามาหานางด้วยความยินดี จ้าวเข่อหวั่นมองสีหน้าเปี่ยมสุขนั้น ก็อดยิ้ม บาง ๆ มิได้ ครั้นเห็นนางยิ้ม จ้าวเข่อเฟิงกลับเขินอาย ก้มหน้าลงเสียเอง
“เฟิงเอ๋อ สูงขึ้นมากเลยนะ”
นางลุกขึ้น พลางเอื้อมมือลูบศีรษะเขาเบา ๆ “อีกไม่นานคงสูงกว่าข้าแล้วกระมัง”
แม้ทั้งสองจะอายุห่างกันเพียงสามปี แต่เพราะบุรุษมักโตช้ากว่าสตรี เวลานี้จ้าวเข่อเฟิงยังเตี้ยกว่านางครึ่งศีรษะ นางจึงเอื้อมแตะศีรษะเขาได้ อย่างง่ายดาย เพียงสัมผัสแผ่วเบานั้น กลับทําให้ใบหน้าหนุ่มน้อยแดงเรื่อไป ถึงใบหู ในใจเขาหวานชื่นจนแทบล้น
ตั้งแต่จ๋าความได้ พี่หญิงใหญ่ไม่เคยใกล้ชิดเขาเช่นนี้เลย คนที่เขารัก ที่สุดนอกจาก เหนียง ก็คือนาง เหนียงเคยบอกว่า บางทีนี่อาจเป็น วาสนา อีกทั้งยังเคยเล่าว่า หากไม่มีพี่หญิงใหญ่ วันนั้น บางทีเขาอาจไม่มี โอกาสได้ลืมตาดูโลก แม้พี่หญิงใหญ่จะไม่เคยใส่ใจเรื่องนั้น แต่เขากลับจดจํา มันไว้ในหัวใจเสมอ
เขาอยากเข้าใกล้นางมานาน เพียงแต่ไม่เคยสมหวัง วันนี้ ความฝันที่ เฝ้ารอมานานเหมือนเป็นจริงเสียที จนเขาแทบไม่แน่ใจว่านี่คือความจริง ชุน อี๋เหนียงที่ยืนมองอยู่ด้านข้าง เห็นพี่น้องสองคนสนิทสนมกันเช่นนี้ ก็อดยิ้ม อย่างปลื้มใจไม่ได้
“ซุนอี้เหนียง ไม่ได้พบกันเสียนาน ท่านสบายดีหรือไม่?” จ้าวเข่อหรันเห็นนางเข้ามา จึงลุกขึ้น ทําควา