นั่น จ้าวเย่อหรันหรี่ตา น้ําเสียงไม่
ตั้งแต่หนักแน่นจนน่าเกรงขาม
“เจ้าชักจะกล้าดีขึ้นทุกวัน ถึงกับคิดชี้นําข้า ข้าไปเยี่ยมซุ่นอี้เหนียง กับเฟิงเอ๋อร์ เหตุใดมารดาย้าต้องกริ้ว? หรือเจ้าหมายความว่ามารดาข้าใจ แคบ อิจฉาริษยา มิอาจยอมรับผู้เป็นอนุได้? เจ้ากําลังใส่ร้ายฮูหยินภรรยา
เอกแห่งจวนไท่ซือว่าไร้น้ําใจเช่นนั้นหรือ?”
นางเว้นวรรค ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มเย็นเฉียบ
“คําพูดเช่นนี้ หากหลุดไปถึงหูท่านอวี้สื่อ แล้วถูกถวายฎีกาต่อฮ่องเข เจ้าคิดหรือว่าจะเพียงโทษเล็กน้อย? เจ้าจะผลักจวนไท่ซือไปอยู่จุดใด?”
ถ้อยคําเรียบเฉย แต่หนักหนาราวภูผาทับอก หลิงเอ๋อร์หน้าซีด รีบ คุกเข่าลง โยกศีรษะไม่หยุด
“บ่าวมิกล้า โปรดเมตตาบ่าวด้วยเจ้าค่ะ!”
“เอาเถิด”
จ้าวเย่อหรันถอนหายใจเบา คล้ายไม่อยากสืบความ
“ข้าถือว่าเจ้ามิได้เจตนา วันนี้กลับไปอยู่ในห้อง ไม่ต้องมาปรนนิบัติ ปิดประตูใคร่ครวญความผิดเสีย จําไว้ อย่าให้มีครั้งหน้า”
“ขอบพระคุณคุณหนู!”
หลิงเอ๋อร์รีบลุกขึ้น ดวงตาฉายแววลอบยินดี นางมั่นใจอยู่แล้วว่า อย่างไรคุณหนูก็ไม่อาจตัดใจลงโทษหนัก ที่แท้ก็เพียงให้พักงานวันหนึ่งเท่า นั้น เมื่อหลิงเอ๋อร์ลับหลัง จ้าวเย่อหรันจึงเผยสีหน้าเย็นชาออกมา นาง หัวเราะเบา ๆ อย่างเหยียดหยัน หลิงเอ๋อร์คิดว่านางอ่อนใจหรือ? แท้จริงคํา พูดนั้นมิได้ร้ายแรงถึงเพียงที่กล่าว แต่วันนี้นางต้องไปขอความช่วยเหลือ จากเฟิงเอ๋อร์ เรื่องนี้ไม่ควรให้หลิงเอ๋อร