หลังมื้อค่ําเพิ่งสิ้นสุด จ้าวอิงก็กลับถึงเรือนฉางอินเกือ พอก้าวเข้าไป ได้ไม่นาน เสียงแตกกระจายก็ดังสนั่น ข้าวของที่คว้ามือถึง ล้วนถูกปาใส่พื้น ไม่ยั้ง ราวกับจะระบายไฟโทสะที่สุมอกออกมาให้สิ้น
“โกรธจนจะตายอยู่แล้ว!”
นางตวาดเสียงแหลม
“ข้าเป็นใคร? ข้าคือคุณหนูสามแห่งจวนไท่ซือ!”
ถ้วยชาม แจกัน กระจกเครื่องแป้ง แตกกระจายเต็มพื้น
“นางจะวิเศษมาจากไหนกัน! แค่เชิญแม่นมจินมาได้คนหนึ่ง จะยิ่ง
ใหญ่อะไรนักหนา! ถึงกับกล้าดูแคลนผู้อื่น!”
เสียงสบถผสานกับเสียงของแตกกระทบพื้น ฟังแล้วบาดหูยิ่งนัก
“อิงเอ๋อร์ ลูกแม่ หยุดเถิด!”
จาง เหนียงที่ตามเข้ามารีบรั้งลูกสาวไว้
“โกรธก็โกรธเถิด ไยต้องทําลายของด้วยเล่า!”
สายตาของนางกวาดมองเค
งกวาดมองเศษชิ้นส่วนบนพื้นอย่างปวดใจ ของมีค่า กว่าครึ่งในฉางอินเก๋อล้วนเป็นของที่ฮูหยินผู้เฒ่าประทานให้ จางอี้เหนียง เป็นคนที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้จ้าวชง แม้ตระกูลนางจะตกอับ แต่นิสัยกลับไม่ รู้จักเกรงใจใครนัก จ้าวชง จึงมิได้โปรดปรานนัก ทว่าเพราะหลัก “ผู้ใหญ่ให้ มา มิอาจปฏิเสธ” เขาจึงรับไว้เพียงตามมารยาท ครั้นรับเข้าจวนแล้ว จางซื่อ ก็หาได้อ่อนหวานเอาใจ อีกทั้งรูปโฉมก็หาได้โดดเด่นนัก ไม่นานจ้าวงจึง แทบไม่เหยียบเรือนฉางอินเก๋ออีก
ยังดีที่ต่อมานางให้กําเนิดจ้าวอิง จึงพอมีที่ยืนในจวนไท่ซือ รางวัลที่ ได้รับก็น้อยอยู่แล้ว ครานี้ยังถูกลูกสาวทุบทําลายเสียมากมาย จะไม่ให้ปวดใจ ได้อย่างไร
ตานาง!”