“ท่านแม่”
จ้าวอิงทิ้งตัวลงนั่ง ในดวงตายังแดงก่ํา
“ท่านดูท่าทีของฉินชื่อสิ เหมือนข้าเป็นของต่ําต้อยที่ไม่ควรอยู่ในสาย
“เบาเสียงหน่อย!”
จาง เหนียงรับยกมือปิดปากลูกสาว
“หากคําพูดวันนี้เล็ดลอดออกไป แม้เทวดาก็มิอาจช่วยเจ้าได้”
“ก็แค่พูดในเรือนฉางอินเกือ นางจะไปรู้ได้อย่างไร?”
จ้าวอิงเชิดหน้า
“คนในเรือนนี้ล้วนเป็นคนของพวกเรา”
“เรือเล็กอย่าประมาทคลื่น
จางอี้เหนียงเตือนเสียงต่ํา
“เอาเถิด ท่านแม่ วันนี้ข้าเพียงโมโหจนเผลอปากไปเท่านั้น”
ระบายโทสะออกแล้ว อารมณ์ของจ้าวอิงดูจะสงบลงบ้าง นางดึงแขน เสื้อมารดา ทําท่าออดอ้อน จางอี้เหนียงทอดถอนใจ
“ก็โทษแม่ไร้ความสามารถ ไม่อาจให้เจ้าไปเรียนกับแม่นมจินได้”
ได้ยินดังนั้น จ้าวอิงยิ่งคับแค้น
“ท่านแม่จะไปขอท่านพ่อ หรือฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้หรือ? หากข้าได้เรียน กับแม่นมจิน ฐานะของข้าก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย นางสนิทกับบรรดาฮูหยิน ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง วันหน้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคู่ครอง”
จางอี้เหนียงส่ายหน้า
“หากทําได้ แม่จะนิ่งดูดายหรือ? ครั้งนี้มิใช่ฮูหยินเชิญมาเอง แต่เป็น พี่สะใภ้ทางตระกูลมารดาของฮูหยินเชิญมา เพื่อสอนคุณหนูฝ่ายนั้นเป็น หลัก เพียงเพราะยังระลึกถึงบุตรสาวที่ฮูหยินให้กําเนิด จึงเรียกไปเรียนด้วย หากไปขอร้องท่านพ่อหรือฮูหยินผู้เฒ่า ก็พูดยากอยู่ดี เพราะมิใช่คนที่จวน
เราเชิญมาเอง”
คําพูดนั้นทําให้จ้าวอิงเงียบไปชั่วครู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความท้อแท้ “เช่น