ข้ายังอยู่ที่เรือน”
จ้าวเย่อเหรินทําสีหน้าลําบากใจ
“จะยากอะไรเล่า”
จ้าวเย่อหรันหันไปสั่ง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าไปเรือนเซี่ยอวี่ เอาพิณของคุณหนูรองมา
“เจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่”
ชั่วพริบตา ในศาลาก็เหลือเพียงสองพี่น้อง บทสนทนาดําเนินต่อไป
อย่างรื่นรมย์ ราวกับไม่มีเมฆหมอกใดแฝงเร้น
“อ้อ ท่านพี่ ช่วงนี้ข้าเพิ่งปักผลงานชิ้นหนึ่งเสร็จ ท่านช่วยดูให้หน่อย ได้หรือไม่?” …..)
จ้าวเชอเหรินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มละมุน
จ้าวเย่อเหรินเอ่ยพร้อมรอยยิ้มละมุน
“ได้สิ ฝีมือปักของเจ้าเหนือกว่าพี่นัก พี่จะได้เรียนรู้บ้าง”
จ้าวเย่อหรันตอบอย่างจริงใจ จ้าวเย่อเหรินหยิบผ้าปักออกจากอก เสื้อ ยื่นให้พี่สาว จ้าวเข่อหรันยื่นมือไปรับ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ลมกระโชก หนึ่งพัดผ่านมา ก่อนที่เธอจะคว้าทัน ผ้าปักผืนนั้นก็ปลิวตกลงสู่สระบัวเสีย
แล้ว …
“โอ๊ะ ท่านพี่ เหตุใดท่านไม่รับให้ดีเล่า?”
จ้าวเย่อเหรินทําท่าเสียใจ
“หรือท่านไม่ชอบผลงานของข้า จึงจงใจปล่อยเช่นนี้?”
“มิใช่! ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
จ้าวเย่อหรันรีบอธิบาย
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าไม่ได้จงใจจริง ๆ”
“ท่านพี่ไม่ต้องอธิบาย ข้ารู้ดี…
J
น้ําเสียงนั้นสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“ไม่ใช่เช่นนั้นจริง ๆ”
จ้าวเย่อหรันร้อนใจ
“เช่นนั้นข้าจะลงไปเก็บขึ้นมาให้ ดีหรือไม่?”
“จริงหรือ?”
จ้าวเย่อเหรินถามด้วยแววตากังขา จ้าวเข่อหรันตกอยู่ในสภาพกลืน ไม่เข้าคายไม่ออก รอบกายไร้ผู้คน หากเรื่องนี้ไปถึงหูบิดา