ไม่นาน หญิงรับใช้ร่างใหญ่สองคนที่ทํางานหนักประจําเรือนก็เข้า
มาล็อกแขนจ้าวเข่อหวั่นจากด้านหลัง กดร่างบางของนางไว้แน่นจนขยับ
ไม่ได้ อีกคนหนึ่งยกเหยือกสุราขึ้น กระชากทางนางแล้วกรอกของเหลว ขมปร่าลงไปอย่างโหดเหี้ยม จ้าวเข่อหรันพยายามดิ้นรนสุดกําลัง ทว่า สตรีในห้องหอผู้บอบบาง จะต้านแรงของหญิงใช้แรงงานได้อย่างไร เพียงครู่เดียว สุราพิษก็ไหลลงคอไปไม่น้อย
เจ็บ…เจ็บลึกถึงกระดูก เจ็บราวถูกมีดกรีดหัวใจทีละเส้น ความ เจ็บปวดนั้นกัดกินสติของนางจนแทบแหลกสลาย เมื่อเห็นร่าง จ้าวเข่อหรันทรุดฮวบลงกับพื้น ลมหายใจแผ่วเบาราวด้ายไหม ลับไร้แม้เงาแห่งความสะทกสะท้าน
จ้าวชงก
“นายพี่ แล้วเรื่องการแต่งงานระหว่างจวนไปซื้อกับจวนโหวจะจัด
การอย่างไรดีเจ้าคะ?”
ฉินเซียงเหอเอ่ยถาม น้ําเสียงเรียบเฉยยิ่งกว่าสายลมฤดูหนาว
ราวกับร่างที่กําลังจะสิ้นใจเบื้องหน้าเป็นเพียงเงาไร้ค่า สําหรับนาง สิ่ง
สําคัญมีเพียงผลประโยชน์ของจวน
“ก็ให้เฃอเหรินแต่งแทนเข่อหรันเถิด”
จ้าวซงตัดสินใจเด็ดขาด
“การแต่งงานครั้งนี้มีผลต่ออนาคตของข้า ข้าไม่มีวันปล่อยมือ อีกอย่าง เทียบกันแล้ว เข่อเหรินโดดเด่นกว่า โหว คงไม่คิดมาก” “ท่านพี่ ช่างเฉลียวฉลาดยิ่งนัก
หวาน
ฉินเซียงเหอยิ้มรับ ก่อนหันไปถามบุตรสาวด้วยแววตาอ่อน
“เอ่อเหริน ลูกเห็นอย่างไร?”
“ทุกอย่างแล้วแต่ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อเหรินตอบเสียงอ่อน สายตาก้มต่ําอย่างนอบน้อม รอยยิ้ม พึงพอใจปรากฏบนใบหน้าบิดาม