วมู่ นะ…นั่น นั่นใช่ผีหรือไม่!”
มู่เฉียนซีดึงลั่วเหมี่ยวเข้ามาใกล้พลางกล่าวว่า “เป็นแค่ร่างวิญญาณเท่านั้น ไม่ต้องกลัว! มีข้าอยู่ พวกเขาไม่กล้าทำร้ายเจ้าหรอก”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของมู่เฉียนซี ลั่วเหมี่ยวก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวมากถึงเพียงนั้นแล้ว
มู่เฉียนซีแผ่ซ่านพลังจิตอันแกร่งกล้าออกมาอย่างล้นหลาม แม้แต่วิญญาณเหล่านี้ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้พวกเขาทั้งสอง
มู่เฉียนซีไม่รู้ว่าตัวเองเดินอยู่นานมากเท่าไรแล้ว แต่ในที่สุดทั้งสองก็เดินออกมาจากม่านหมอกขาวนั้นได้แล้ว
เมื่อนางมองไปเบื้องหน้า สถานที่ที่นางได้เห็นนั้นประดุจแดนเซียนก็มิปาน
ลั่วเหมี่ยวยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่สาวมู่ ที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก! งดงามกว่าเกาะเล็ก ๆ ที่ข้าเคยอยู่มาก”
ทว่า สถานที่ที่ดุจดั่งแดนเซียนที่ว่านี้ กลับมีเสียงอันเย็นยะเยือกเสียงหนึ่งดังขึ้น
“หึ! นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นสาวน้อยสองคน! วิญญาณของพวกเจ้าช่างหอมหวานเสียจริง มันช่างยั่วยวนใจข้ายิ่งนัก!”
เจ้าของน้ำเสียงนี้ก็คือวิญญาณสีเทาดวงหนึ่ง เขาไม่เหมือนกับวิญญาณโปร่งใสเหล่านั้น เขามีความรู้สึกมีจิตสำนึกของตัวเอง
“ข้าอยากกินพวกเจ้าจริง ๆ…”
เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้ ลั่วเหมี่ยวก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “วิญญาณเช่นเจ้า ตายไปหลายร้อยปีแล้ว ยังคิดฝันกลางวันอยู่อีกเหรอ!”
พลังจิตอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมา ภายในชั่วพริบตาเดียววิญญาณสีเทาดวงนี้ก