ียบอยู่บนปุยเมฆ แต่ความรู้สึกสะลึมสะลือนั้นบอกนางว่า เจ้าอันธพาลผู้นั้นถูกสุ่ยจิงอิ๋งบีบบังคับเอาตัวกลับไปแล้ว
นางพึมพำ “โชคดีที่สุ่ยจิงอิ๋งลงมือเร็ว มิเช่นนั้นข้าคงถูกเขาปู้ยี้ปู้ยำจนเละเป็นโจ๊กแน่”
เมื่อนางตื่นมาอีกครั้งก็เช้าวันต่อมาแล้ว
ซวนเอ้อร์รอมานานมากแล้ว เมื่อเห็นมู่เฉียนซีมาเขาก็ตื่นเต้นขึ้น “ประมุขน้อยมู่ พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว”
ซวนอีไม่เพียงแต่จะฟื้นขึ้นมาแล้วเท่านั้น แต่เขายังเดินได้อีกด้วย
กระบี่ยาวสีแดงฉานเล่มหนึ่งวางทาบลงบนคอของเขา มู่เฉียนซีกล่าว “ผู้ที่ทรยศเจ้านายตัวเองเช่นเจ้า เจ้าคิดว่าข้าสมควรฆ่าเจ้าหรือไม่?”
“ประมุขน้อยมู่!” สีหน้าของซวนเอ้อร์พลันเปลี่ยนไปในทันที
ซวนอีมองมู่เฉียนซีโดยไม่ได้เปล่งเสียงกล่าวอันใด
“เจ้าไม่คิดจะอธิบายอะไรหน่อยเหรอ?” มู่เฉียนซีเลิกคิ้วพลางกล่าวถาม
ซวนอีจงรักภักดีต่อเฟิงอวิ๋นซิวมาก เป็นคนแข็งกระด้างประหนึ่งก้อนหิน นางกับซวนอีไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันถึงขั้นที่ซวนอีจะต้องทรยศหักหลังเจ้านายตัวเองเพื่อมาปกป้องนาง
ซวนอียังคงเงียบไม่เปล่งเสียงอันใดออกมา มู่เฉียนซีกล่าว “เจ้าไม่อยากรู้เหรอว่าเจ้านายของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
ซวนอีกล่าวขึ้นมาด้วยความกระวนกระวายใจว่า “นายน้อยอยู่ที่ไหน เขา เขาเป็นอะไรหรือไม่?”
“ถ้าอยากรู้ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน บอกข้ามาว่าเหตุใดถึงต้องทำเช่นนี้ ?”
มู่เฉียนซีชักกระบี่กลับ และกล่าวกับเขาว่า “มานั่งพูดคุยกันดีกว่า!”
ซวน