ล เงาร่างร่างหนึ่งบุกเข้ามาในคฤหาสน์ของมู่เฉียนซี
“เงาจันทราหนาวเหน็บ!” ลำแสงกระบี่อันเย็นยะเยือกพุ่งโจมตีไปที่เป้าหมาย
ร่างในชุดดำแดงหลบหลีกการโจมตีนี้ได้
น้ำเสียงอันไพเราะเสียงหนึ่งดังขึ้น “เฉียนซี ข้าเอง!”
แม้ว่าจะได้ยินเสียงเฟิงอวิ๋นซิว แต่กระบี่ของกู้ไป๋อีก็ยังคงโจมตีอยู่เฉกเช่นเดิม
มู่เฉียนซีเคลื่อนไหวตัวไปพลางกล่าว “อวิ๋นซิว เจ้ามาได้ยังไง?”
กู้ไป๋อีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตำหนักตงจี๋กำลังจะเปิดศึกกับตำหนักเป่ยหานของข้า นายน้อยอวิ๋นซิวบุกเข้ามาเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าปิดปากเจ้าเอาเหรอ?”
กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกของกู้ไป๋อีแผ่ซ่านออกมา แต่เฟิงอวิ๋นซิวกลับไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด
เขามองมู่เฉียนซีและกล่าวว่า “ข้าแค่อยากมาดูเจ้าก็เท่านั้น”
เจอกันครั้งหน้า ก็ต้องเป็นศัตรูกันจริง ๆ แล้ว
มู่เฉียนซีกล่าว “ตอนแรกข้าเตรียมพร้อมที่จะเป็นศัตรูกับเจ้าแล้ว ฉะนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องลังเลอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ว่า เจ้าได้ข่าวผู้อาวุโสสูงสุดบ้างหรือไม่?”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “เขาซ่อนตัวได้เงียบมาก อีกทั้งไป๋อู๋ห่ายก็จงใจปิดบังเรื่องนี้ ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาอยู่ส่วนไหนของตำหนักตงจี๋ ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย!”
“ตาเฒ่านั่นเจ้าเล่ห์เหมือนสุนัขจิ้งจอกจริง ๆ แถมยังเป็นนักสาปอีกด้วย ไม่มีทางเผยพิรุธออกมาแน่นอน เจ้าไม่ต้องขอโทษข้าหรอก” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในเมื่อมาแล้วก็เข้ามานั่งก่อนเถอะ