ทั้งยังเป็นนายของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ จะต้องเป็นผู้ที่เป็นตำนานผู้หนึ่งอย่างแน่นอน
เมื่อเงาร่างสีม่วงนั้นได้มาถึง เหล่าผู้คนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “ประมุขน้อยมาแล้ว!”
“ประมุขน้อยเฉียนซี!”
“……”
ผู้อาวุโสแต่ละคนกำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ตัดสิน ผู้อาวุโสห้าบ่นพึมพำขึ้น “เจ้าเด็กสาวนี่กล้ามาจริง”
“ในเมื่อนางได้ตอบรับแล้วก็แน่นอนว่าไม่อาจที่จะไม่รักษาคำมั่นสัญญาได้”
ผู้อาวุโสห้ากับผู้อาวุโสหกเองก็รู้สึกอึดอัด ศิษย์ที่ตนทุ่มเทแรงกายแรงใจฝึกฝนออกมาอย่างเต็มที่มิเพียงแต่ถูกมู่เฉียนซีอัดจนได้รับบาดเจ็บ ซ้ำยังถูกหัวหน้าตำหนักขังเอาไว้ในที่ต้องห้ามซึ่งมืดมิดไร้แสงเดือนแสงตะวันและไม่อาจจะออกมาได้อีก
“ขอให้ประมุขน้อยโปรดชี้แนะด้วย!”
คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา โดยประมาณแล้วมีจำนวนสามสิบกว่าคน
แม้ว่าพลังความสามารถของแต่ละคนนั้นไม่อาจจะเทียบได้กับนายน้อยทั้งเจ็ดและอวี้ปิงชิงของตำหนักเป่ยหาน แต่พวกเขาก็ไม่ได้แย่อย่างแน่นอน
ผู้อาวุโสหกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น “ประมุขน้อยเฉียนซี พวกลูกกระต่ายพวกนี้จะให้ข้าช่วยเลือกออกมาจำนวนหนึ่งเฉพาะคนที่มีพลังความสามารถพอใช้ได้ให้มาประลองกับท่านหรือไม่? ถ้าหากประลองเรียงตัวไปทีละคน ก็เกรงว่าจะทำให้ท่านเหนื่อยล้า นั่นคงจะไม่ดีนัก! ท่านหัวหน้าตำหนักจะต้องกล่าวโทษพวกเราอย่างแน่นอน”
มู่เฉียนซียิ้มอย่างเบาบางแล้วกล่าว “ใครบอกว่าข้าจะสู้กับพวกเขาเรียงตัวทีละคนเล่า?