ใช่คู่ต่อสู้ของนาง แล้วพวกเขาจะไปหาคนจากไหนมาท้าประลองกับนางกันล่ะ
และในตอนนี้เอง ดวงตาของผู้อาวุโสหกก็เปล่งประกายขึ้น ก่อนจะมองไปที่มู่เฉียนซี “ประมุขน้อยหมายความว่า หากมีคนรุ่นเยาว์ของตำหนักเป่ยหานสามารถเอาชนะประมุขน้อยได้ ประมุขน้อยก็จะยอมถอนตัวจากตำแหน่งประมุขน้อยอย่างนั้นเหรอ?”
มู่เฉียนซีกล่าว “ใช่! ตราบใดที่พวกเจ้าหาคนเช่นนั้นเจอนะ! แต่ถ้าไม่มี ตำแหน่งประมุขน้อยนี่ก็เป็นของข้า อย่างน้อยก็ก่อนที่ตำหนักตงจี๋จะดับสิ้นไป”
พวกเขากล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “พวกเราตำหนักเป่ยหานกับตำหนักตงจี๋อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาโดยตลอด จะเปิดศึกสู้รบไม่ได้เด็ดขาด! ประมุขน้อย ยอมมอบกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ให้ตำหนักตงจี๋ไปเถอะ”
มู่เฉียนซีกล่าวเยาะเย้ยว่า “ตลกสิ้นดี ของของข้า ทำไมต้องเอาไปให้คนอื่นด้วย! พวกเจ้าเป็นถึงยอดฝีมือผู้กล้าแห่งตำหนักเป่ยหาน นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะขี้ขลาดหวาดกลัวตำหนักตงจี๋ไปได้”
“แต่ว่า…แต่ว่าพวกเราได้รับคำสั่งมาแล้ว!”
กู้ไป๋อีกล่าวอย่างเย็นชาว่า “อีกไม่นาน พวกเจ้าจะได้รับคำสั่งใหม่ รอไปก่อน!”
ดูเหมือนจะไม่อยากพูดจาไร้สาระกับพวกเขาแล้ว กู้ไป๋อีกล่าวจบก็พามู่เฉียนซีกลับไปทันที ปล่อยให้เจ้าเฒ่าเหล่านี้หันมองหน้ากันไปมาด้วยความหวาดกลัว
กู้ไป๋อีมองมู่เฉียนซีและกล่าวว่า “มีข้าปกป้องเจ้าอยู่ พวกนั้นไม่กล้าพูดอะไรแน่นอน เจ้าไม่จำเป็นต้องรับคำท้าประลอง!”
เหล่าบรรดาผู้อาวุโสทุกคนล