้า เขาก็คิดจะเป็นหัวหน้าตำหนักเป่ยหานเหมือนกัน ไม่มีใครรู้ว่าตำหนักเป่ยหานมีหัวหน้าตำหนักสองคน ส่วนข้าก็เก็บตัวฝึกบำเพ็ญไม่ได้สนใจอะไร”
หัวหน้าตำหนักกู้ไป๋อีเก็บตัวฝึกบำเพ็ญอยู่นานหลายปี ตำหนักเป่ยหานไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาเลย และเขาเองก็ไม่อยากควบคุมด้วย
กู้ไป๋อีเล่าด้วยท่าทีที่นิ่งสงบมาก แต่มู่เฉียนซีกลับโกรธเกรี้ยวขึ้นมาแล้ว “นี่เจ้าเป่ยกงจั๋วนั่นต้องการอะไรกันแน่?”
เขาเป็นถึงองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์เป่ยกงผู้สง่าผ่าเผย เหตุใดถึงอยากมาเป็นหัวหน้าตำหนักของกองกำลังระดับสามด้วย
เจ้าบ้านี่จงใจจะแย่งของของเสี่ยวไป๋แน่นอน คงอยากจะแสดงความเหนือกว่าสินะ!
กู้ไป๋อีกล่าว “ซีเอ๋อร์ไม่ต้องโกรธไปหรอก ข้าไม่เคยสนใจการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นของคนพวกนั้นอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขารู้ถึงตัวตนของเจ้าแล้ว เกรงว่า…”
“ถึงแม้ว่าข้าจะออกมาจากที่นั่นนานมากแล้ว แต่ข้าก็กำเนิดเกิดมาจากตระกูลเป่ยกง พวกเขาชอบต่อสู้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว มีจิตใจทะเยอทะยานที่จะครอบครองโลกนี้อย่างแรงกล้า ดังนั้น…”
มู่เฉียนซียิ้มเยาะพลางกล่าว “มู่หลินหลางก็เปรียบเสมือนกระดูกที่กัดได้ยากเหมือนกันนะ เขาจึงคิดจะลงมือกับข้า เมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะอาศัยนามของราชวงศ์เดิมไปทำลายล้างราชวงศ์ตงหวง เขาวางแผนถูกแล้ว แต่มามุ่งเป้าลงที่ข้า คิดจะใช้ข้าเป็นเครื่องมือให้ตัวเองสำเร็จในความทะเยอทะยานอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
กู้ไป๋อีกล่าวเสียงขรึมว่า “ไม่