ดีอย่างสุดจะพรรณนา กัดเซาะคนตรงหน้า…
เสื้อผ้ากระเพื่อมเข้าออก และความกระตือรือร้นนั้นที่มู่เฉียนซีไม่สามารถปฏิเสธได้ พัลวันกันจนถึงที่สุด…
มู่เฉียนซีเหน็ดเหนื่อยจนหลับไป แต่จิ่วเยี่ยก็ยังไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งมู่เฉียนซีตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางจึงจ้องเขาเขม็ง “จิ่วเยี่ย เจ้า…”
“คิดถึงข้าแล้วเหรอ…” เขาก้มลงไปจูบผิวอันบอบบางขาวดุจดั่งหยกของนาง
มู่เฉียนซีรีบกล่าว “ไม่…อือ…”
จิ่วเยี่ยใช้อำนาจบาตรใหญ่ไม่ยอมให้นางปฏิเสธได้เลย จึงใช้เคล็ดวิชา ‘ปิดกั้น’ เอาไว้…
การปล่อยของจิ่วเยี่ยทำให้มู่เฉียนซีที่อึดอัดรู้สึกผ่อนคลายลง
ร่างกายนางถูกทรมานจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาก
ครั้งนี้มู่เฉียนซีหลับไปแล้วจริง ๆ จิ่วเยี่ยจูบลงบนดวงตาที่กำลังปิดอยู่ของมู่เฉียนซี จูบลงไปที่จมูก ปาก กระดูกไหปลาร้า…
ยิ่งจูบ รสชาติของนางก็ยิ่งทำให้เขาไม่อาจหักห้ามใจให้จากไปได้ ทำให้เขาอาลัยอาวรณ์ที่จะจากไปเป็นอย่างยิ่ง!
ดวงตาคู่นั้นยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุดท้ายเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้งว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง!”
ลำแสงสีฟ้าอ่อนเปล่งประกายขึ้น เปิดมิติทางเดินและส่งจิ่วเยี่ยกลับไป!
ส่วนมู่เฉียนซีก็หลับสนิทตลอดคืน ไร้ซึ่งความฝันใด
เช้าวันต่อมามู่เฉียนซีลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าบนร่างกายยังคงหลงเหลือร่องรอยและกลิ่นอายอันคุ้นเคยนั้นอยู่ แต่นางรู้ว่าจิ่วเยี่ยได้กลับไปแล้ว
จิ่วเยี่ยบอกว่าได้ข่าวของเผ่าหงส์แล้ว เช่นนั้นก็หมายความว่าโ