ยนซีเป็นฝ่ายรุก แต่จิ่วเยี่ยกลับพลิกร่างอันบอบบางของนางและกดขานางเอาไว้ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งว่า “ซี! ไม่ได้!”
มู่เฉียนซีกดไหล่เขาและกล่าวว่า “ทำไมล่ะ ข้าบอกเจ้าว่า วันนี้ต่อให้เจ้าไม่ยอมเจ้าก็ต้องยอม จะอายทำไม?”
มู่เฉียนซีในตอนนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับชายที่ชอบรังแกผู้อื่นเลย นางต้องการพลิกตัวจิ่วเยี่ยเพื่อตนเองจะกลับมาเป็นฝ่ายรุกอีกครั้ง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าร่างของคนตรงหน้าผู้นี้จะแข็งราวกับเหล็กถึงเพียงนี้
ไม่สำเร็จ!
มู่เฉียนซีมองจิ่วเยี่ยและกล่าวกับเขาว่า “หวงจิ่วเยี่ย เจ้าไม่รักษาคำพูด!”
มู่เฉียนซีในตอนนี้ได้กลายเป็นคนไร้เหตุผลไปแล้ว และจิ่วเยี่ยเองก็ไม่เชี่ยวชาญในการใช้เหตุผลซะด้วย ทำได้เพียงแค่ใช้ความจริงพิสูจน์!
เขาน่ะเหรอไม่มีความรู้สึกอยากกระหายนั้น เขาอยากทำแทบบ้าแล้ว และเขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ!
หลังจากที่อยู่ในความสับสนวุ่นวาย ชั่วครู่หนึ่งทั้งสองก็พัลวันกันอย่างรักใคร่สุดซึ้งจนแยกออกจากกันไม่ได้จนแทบจะไม่รู้คืนรู้วัน
ทว่า มู่เฉียนซีกลับยังไม่พึงพอใจ นางกล่าว “จิ่วเยี่ย ทุกครั้งที่ข้าวางยา ไม่มีครั้งไหนที่ข้าทำไม่สำเร็จ เจ้าคงจะยังไหวอยู่ใช่หรือไม่! เจ้า…”
“เจ้าอย่าทรมานข้าเช่นนี้เลยนะ อื้ม…”
จิ่วเยี่ยขยี้จูบปากมู่เฉียนซีอย่างรุนแรงเพื่อหยุดยั้งคำพูดที่นางจะพูดออกมา
มากระตุ้นเขาในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีชายใดทนได้ เรื่องเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้นางพูดหรอก
มู่เฉียนซีถูกจิ่ว