มีเพียงแค่คนเหล่านี้เท่านั้นที่จะรู้จักชื่อของเขา และทั้งตำหนักเป่ยหานก็มีเพียงแค่ผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นที่รู้
หากไม่ใช่เพราะผู้อาวุโสสูงสุดหลุดปากพูดออกมาละก็ เขาเองก็ไม่มีทางรู้ชื่อของท่านหัวหน้าตำหนักเลย
มู่เฉียนซีรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายของอารองของตนเองนั้นไม่ค่อยคงที่ นางจับข้อมือเขาและกล่าวว่า “อารอง ท่านได้รับบาดเจ็บ”
“ตาเฒ่านั่นมอบภารกิจอันตรายให้ท่านไปทำอีกแล้ว”
มู่เฉียนซีรีบดึงเขามาทำแผลด้วยความร้อนใจ ในที่สุดสองอาหลานก็สามารถนั่งคุยกันอย่างตรงไปตรงมาได้แล้ว มู่เฉียนซีมีความสุขมาก
กู้ไป๋อีให้พื้นที่กับพวกเขา ซีเอ๋อร์มีความสุข ทุกอย่างก็ดี
อย่างไรเสียหลิงก็ถูกมู่เฉียนซีรั้งให้อยู่ด้วย นอกจากที่ต้องไปรายงานสถานการณ์ให้ผู้อาวุโสสูงสุดฟังในทุกวันแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาที่หลิงมีความสุขมากที่สุดในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้
“ผู้อาวุโสสูงสุดเป็นคนระมัดระวังตัวแน่นหนาเสมือนกำแพงเหล็กกล้า ไม่มีที่ขาดตกบกพร่องให้ถูกจับผิดและโจมตีได้เลย หาข้อบกพร่องของเขาไม่ได้เลย” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยความกลัดกลุ้มใจ
ยิ่งได้อยู่กับอารองมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งอยากให้อารองกลับมาเป็นอิสระเร็วมากขึ้นเท่านั้น และอยากให้ความทรงจำเก่า ๆ ของเขากลับคืนมา
เมื่อเห็นหลานสาวผู้เป็นที่รักครุ่นคิดหาวิธีเพื่อจะช่วยเขาเช่นนี้ หลิงก็รู้สึกสงสารนางอย่างสุดหัวใจ “ซีเอ๋อร์ไม่ต้องร้อนใจไป ขอเพียงแค่ซีเอ๋อร์อยู่ดีมีสุข อารองจ