และกล่าวว่า “อืม! คารวะท่านหัวหน้าตำหนักเป่ยหาน”
ตัวตนถูกเปิดเผยเช่นนี้แล้วก็ทำให้กู้ไป๋อีตั้งตัวไม่ทันเหมือนกัน เขาทำได้แค่กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ซีเอ๋อร์…”
มู่เฉียนซีเอามือลูบคางตนเองพลางกล่าวว่า “ข้าจำได้ว่าตอนนั้นคนที่ใช้คนอื่นตามใจชอบราวกับคนอื่นเป็นทาสก็คือหัวหน้าตำหนักเป่ยหาน ตอนนี้ข้ามาอยู่ในฐานที่มั่นของเจ้าแล้ว คิด ๆ ดูแล้วก็น่ากลัวมาก! เจ้ารอโอกาสนี้เพื่อที่จะแก้แค้นใช่หรือไม่ ท่านหัวหน้าตำหนัก!”
กู้ไป๋อีตอบ “ไม่!”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโกหกเจ้า” กู้ไป๋อีอธิบาย
“แต่นั่นก็เป็นความตั้งใจของเจ้า” มู่เฉียนซีแย้ง
“เจ้าไม่ชอบตำหนักเป่ยหาน ข้าก็เลย…” โกหกก็คือโกหก กู้ไป๋อีก็เป็นคนที่อธิบายไม่เก่ง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กู้ไป๋อีก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม “แล้วแต่เจ้าจะลงโทษก็แล้วกัน”
มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าว “เหอะ ๆ ๆ! แล้วแต่ข้าจะลงโทษ เจ้าเป็นถึงหัวหน้าตำหนักเป่ยหาน อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งดินแดนสี่ทิศเชียวนะ ข้าจะกล้าได้ยังไง”
“ตราบใดที่เจ้าต้องการก็ได้ทั้งนั้น!”
มู่เฉียนซีขยับเข้าไปใกล้เขาและกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ เจ้าก็เชื่อฟังข้าเกินไปแล้วกระมัง! เจ้าทำเช่นนี้ ข้าจะโกรธก็โกรธเจ้าไม่ลง”
ได้ยินคำเรียกนี้ของมู่เฉียนซี นี่เป็นคำเรียกที่มีประวัติที่ไม่อยากให้มีใครรู้ของเขา แต่กู้ไป๋อีกลับยิ้มขึ้นแล้ว
มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ดูน่าหลงใหลงดงามราวกับดอกบัวหิมะที่เบ่งบานสะพรั่งอยู่บนยอ