รือไม่”
มู่เฉียนซีกำหมัดเอาไว้แน่น “ถ้าหากว่าเขากล้าหลอกข้าละก็ ข้าจะไม่ปล่อยเขาไปแน่!”
มู่เฉียนซีเหลือบมองไปทางเหลิ่งหนิงจือแล้วกล่าว “สิ่งที่เจ้าต้องรู้ในตอนนี้คือข้าคือมู่เฉียนซี ผู้ที่เจ้าจะต้องทำตามคำสัญญาด้วย!”
เหลิ่งหนิงจือยิ้มแล้วกล่าว “ข้ารับทราบแล้ว!”
“แต่ทว่านี่เป็นครั้งที่สองที่ข้าช่วยเจ้าแล้ว! เจ้ามิควรจะแสดงอะไรหน่อยหรือ?”
เหลิ่งหนิงจือกล่าวอย่างมีพลัง เข้มแข็งจริงจัง “แม้ว่าจะเลยกำหนดเวลาไปแล้ว ไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ข้าเหลิ่งหนิงจือจะไม่เป็นศัตรูกับท่านอย่างแน่นอน! หากท่านมีอันตราย ข้าจะไม่นั่งนิ่งดูดายอย่างแน่นอน”
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยท่าทางอย่างเกียจคร้าน “แสดงออกได้ไม่เลวนี่! แต่เรื่องวุ่นวายนี้มันมาถึงได้รวดเร็วเกินไปนะ”
ใช่แล้ว องค์รักษ์ไป๋เหล่านั้นตามมาแล้ว
มู่เฉียนซีมองกวาดไปทางเหลิ่งหนิงจือแล้วกล่าว “ไม่ถูกต้องสิ! บนตัวของเจ้าไม่มีของจำพวกกลิ่นเอาไว้ติดตาม ทำไมพวกนั้นถึงตามมาได้รวดเร็วเช่นนี้?”
เหลิ่งหนิงจือกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยสงสัยไปแล้ว แต่ตอนนี้ข้าสามารถมั่นใจได้แล้ว! มู่หลินหลางจะต้องทิ้งของจำพวกตราประทับวิญญาณเอาไว้บนตัวข้าอย่างแน่นอน เพื่อให้เป็นการสะดวกที่เหล่าสุนัขของนางไล่ตามฆ่าข้า”
“ตราประทับวิญญาณ!” มู่เฉียนซีดึงแขนของนางเอาไว้พร้อมกล่าวขึ้น
“หากมิรังเกียจละก็ให้ข้าดูเสียหน่อย แต่ทว่าเจ้าจงอย่าได้ดื้อดึงต้านทาน!”
การเปิดปล่อยวิญญาณของตนให้ผู้อื่น