หรอกนา มีคนมาจุดไฟให้ข้าตอนที่ข้าทำ เอาล่ะ ๆ รีบไปชิมฝีมือข้าเร็วเข้า…”
มู่เฉียนซีกล่าว “ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีเรื่องต้องทำ ข้าว่าข้าขอตัวก่อนดีกว่า”
เมื่อนึกถึงอาหารดำไหม้เกรียมเหล่านั้นที่จิ่วเยี่ยและท่านปู่ตงหวงทำขึ้นมาแล้ว มู่เฉียนซีก็ไม่ได้คาดหวังอันใดกับอาหารที่จวินโม่ซีทำเลย
ไม่ได้ทำให้หอหมอปีศาจของนางไฟไหม้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
จวินโม่ซีกล่าว “สาวน้อย เจ้าอย่าเพิ่งไปสิ! ข้าทำเพียงแค่จานเดียวเท่านั้นเอง หากเจ้าไม่ชอบเจ้าก็กินอย่างอื่นได้”
“จริงเหรอ?”
“ก็จริงน่ะสิ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้าจะมีฝีมือทำอาหารเต็มโต๊ะได้อย่างนั้นเหรอ!”
ครั้นแล้ว มู่เฉียนซีก็ไปกินอาหารมื้อกลางวันกับจวินโม่ซี ในบรรดาอาหารจานอร่อยเหล่านี้มีผัดผักอยู่จานหนึ่ง ผัดผักนั้นไหม้ดำไปเล็กน้อย แต่ดูแล้วก็น่าจะกินได้อยู่
จวินโม่ซีกล่าวถามว่า “สาวน้อย เจ้าทายมาว่าจานไหนเป็นฝีมือข้า”
มู่เฉียนซีกรอกตามองบนพลางกล่าวว่า “ยังต้องให้ข้าทายอีกเหรอ เห็น ๆ กันอยู่”
จวินโม่ซีคีบผัดผักขึ้นมาใส่ในถ้วยมู่เฉียนซี “งั้นเจ้าก็ชิมดูสิว่าฝีมือข้าอร่อยหรือไม่”
นับตั้งแต่ได้เจออาหารดำไหม้ของจิ่วเยี่ยกับของท่านปู่ตงหวง ผัดผักที่อยู่ตรงหน้านี้ก็นับว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร
มู่เฉียนซีชิมไปคำหนึ่ง ถึงแม้ว่าฝีมือจะห่างชั้นกับฝีมือพ่อครัวไปมาก แต่ในใจของมู่เฉียนซีกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก
มู่เฉียนซีมองจวินโม่ซีด้วยท่าทางให้กำลังใจ และกล่าวว่า “จ