นอน
และในขณะที่พวกเขากำลังจะลงมือกับมู่เฉียนซี จู่ ๆ ร่างในชุดดำแดงร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ามู่เฉียนซี พลังธาตุวายุก็ปิดกั้นพลังโดยรอบเอาไว้
เหล่าองครักษ์ซวนได้ห้อมล้อมยอดฝีมือของตำหนักตงจี๋ที่จะลงมือกับมู่เฉียนซีเหล่านี้ไว้
ข่งชัวกล่าวด้วยความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟว่า “นายน้อยอวิ๋นซิว นี่ท่านจะปกป้องคนชั่วผู้นี้อย่างนั้นเหรอ?”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “ข้าเป็นคนพาเฉียนเยี่ยเข้ามาในตำหนักตงจี๋ และเขาก็เป็นสหายของข้า พวกเจ้าคิดจะลงมือกับเขาก็ต้องดูด้วยว่าข้าอนุญาตหรือไม่”
“มันทำร้ายข้าจนข้ากลายเป็นเช่นนี้ ต่อให้ท่านอยากจะปกป้องมัน พวกเราทุกคนในตำหนักตงจี๋ก็ไม่มีทางยอมแน่นอน” ข่งชัวกล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ฝีมืออ่อนด้อย สู้ผู้อื่นไม่ได้ พอได้รับบาดเจ็บก็กล่าวโทษผู้อื่น” เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวอย่างเมินเฉย
“นี่เจ้า…”
ไป๋เหยียนเอ๋อร์นั้นสงบกว่าข่งชัวมาก นางกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “นายน้อยอวิ๋นซิว เขาทำร้ายผู้อื่นในขณะทำการทดสอบ จะยอมอ่อนข้อให้ไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นความน่าเกรงขามของตำหนักตงจี๋พวกเราจะอยู่ที่ใด”
“หากข้าเฟิงอวิ๋นซิว ผู้เป็นนายน้อยแห่งตำหนักตงจี๋ปกป้องสหายของตนเองไม่ได้ แล้วความน่าเกรงขามของตำหนักตงจี๋ จะอยู่ที่ใด?”
เขากล่าว “เฉียนเยี่ยทำร้ายคนเพียงไม่กี่คน ข้าเฟิงอวิ๋นซิวไม่มีทางยอมให้พวกเจ้าลงมือทำร้ายเขาเป็นอันขาด หากผู้ใดลงมือ ก็เท่ากับเป็นศัตรูกับข้าเฟิงอวิ๋นซิว”
“ข้าก็อยากจะรู้นัก ว