่าระหว่างคำพูดของข้าผู้เป็นนายน้อยแห่งตำหนักตงจี๋ หรือคำพูดของธิดาศักดิ์สิทธิ์ คำพูดใครจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน”
เฟิงอวิ๋นซิวผู้สูงศักดิ์งดงามผู้นี้ ในตอนนี้ได้ชักกระบี่ออกมาจากฝักแล้ว
เหล่าองครักษ์ซวนเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้แล้ว รอเพียงแค่คำสั่งของนายน้อยเท่านั้น
สีหน้าของไป๋เหยียนเอ๋อร์ซีดเผือด ในตำหนักตงจี๋ อิทธิพลและกำลังในมือนางนั้นยังห่างไกลกับเฟิงอวิ๋นซิวมาก
นางเป็นศัตรูกับเฟิงอวิ๋นซิวเพียงลำพังก็เปรียบเสมือนไข่กระทบหินก็มิปาน
“แต่ว่า…”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าว “หากเจ้ากล้าแตะต้องเฉียนเยี่ย ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ลงมือ เพียงแค่มีคนกล้าลงมือกับเฉียนเยี่ย เมื่อถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่ไป๋เหยียนเอ๋อร์จะซวย แม้แต่ไป๋อู๋ห่ายก็ต้องซวยไปด้วย แล้วอย่าหาว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน!”
ไป๋เหยียนเอ๋อร์กับข่งชัวตกใจสะดุ้งเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าเฟิงอวิ๋นซิวจะกล่าววาจาเช่นนี้ออกมา
เขาไม่มีทางกล่าววาจาขู่ขวัญอย่างไร้เหตุผลแน่นอน
คนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงขึ้นเช่นกัน สาเหตุที่มู่หรงเฉียนเยี่ยกำเริบสืบสานเช่นนี้ได้ ที่แท้ก็มีเบื้องหลังคอยให้ท้ายอย่างนายน้อยอวิ๋นซิวนี่เอง
หากเฟิงอวิ๋นได้ยินก็คงจะตอบพวกเขาไปว่า มี! มีแน่นอน!
เฉียนเยี่ย เป็นถึงศิษย์ของคนผู้นั้นแห่งตำหนักเป่ยหาน
มู่เฉียนซียืนอยู่ข้างกายเฟิงอวิ๋นซิวและกล่าวว่า “การทดสอบในครั้งนี้ข้าเล่นพอแล้ว เจ้าปกป้องข้าในการที่ข้าล่วงเกินพวกเขา มันจะไม่มีผลกระทบอันใดกับเจ้