ศักดิ์สิทธิ์นี้จะสะกดพลังความสามารถของคนเอาไว้”
ไป๋เหยียนเอ๋อร์เองก็ได้ลองโคจรพลังวิญญาณขึ้นมาและพบว่าพลังความสามารถของนางจากระดับมหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่เจ็ดได้ดิ่งลงไปอยู่ที่มหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่หนึ่ง
คนอื่น ๆ ก็เป็นเช่นกัน!
มู่เฉียนซีได้ชักกระบี่เล่มยาวเล่มหนึ่งออกมา นางมองไปทางข่งชัวอย่างจะยิ้มก็ไม่ยิ้มแล้วกล่าว “ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอยู่อีกหรือไม่?”
เมื่อเข้าสู่เมืองเพลิงศักดิ์สิทธิ์พวกเขาก็คิดแต่ที่จะตามหาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ให้พบและกลับประมาทในตัวนางไป
นางวางยาพิษพวกเขาไปเล็กน้อย แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกตัวอีกทั้งยังคิดว่าเป็นเพราะเมืองเพลิงศักดิ์สิทธิ์
ข่งชัวกล่าว “ถึงต่อให้พลังความสามารถจะลดลงไปอยู่ที่มหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่สามก็ยังแข็งแกร่งกว่าเจ้า”
มู่เฉียนซียิ้มอย่างสนุกสนานแล้วกล่าว “จริงเหรอ?”
“เงาเหมันต์จันทรา!” ทันทีที่พลังวิญญาณพุ่งออกไป เขาเองก็ได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของกระบี่นี้ของมู่เฉียนซี
เขารับมืออย่างสุดกำลัง แต่สุดท้ายก็ถูกกระบี่นี้โจมตีจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
ไป๋เหยียนเอ๋อร์เองก็นึกไม่ถึงว่ามู่เฉียนซีจะสามารถใช้กระบวนท่ากระบี่ที่ลึกลับเช่นนี้ได้ สีหน้าของนางได้เผยแววของความเคร่งขรึมออกมา
นางเอ่ยปากขึ้น “ข่งชัว ดูท่าแล้วเจ้าคงไม่ไหว! เรามาร่วมกันจัดการกับมู่หรงเฉียนเยี่ยผู้นี้เถอะ”
หลังกล่าวจบไป๋เหยียนเอ๋อร์ก็ได้นำคนล้อมโจมตีเข้า