ะไปหาผู้อาวุโสสูงสุด แต่ก็ได้รู้มาว่าผู้อาวุโสสูงสุดได้ไปเก็บตัวฝึกบำเพ็ญแล้ว
ตำหนักตงจี๋มีขนาดที่ใหญ่มากนัก คนที่นี่ก็มีพลังความสามารถที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่มู่เฉียนซีกลับรู้สึกว่าการอยู่ในที่แห่งนี้มันน่าเบื่อนัก
ตกกลางคืนเฟิงอวิ๋นซิวได้มาหามู่เฉียนซีเพื่อเล่นหมากรุก หลังจากที่ทั้งสองได้ผ่านกระบวนหมากที่น่าตื่นเต้นบนกระดานไปแล้ว
มู่เฉียนซีก็ได้ถามขึ้นว่า “ตำหนักตงจี๋นี้น่าเบื่อยิ่งนัก เจ้าตำหนักและธิดาศักดิ์สิทธิ์นั้นมิใช่คนดีอะไร ทำไมเจ้าถึงไม่คิดที่จะจัดการกับพวกเขาเสียละอวิ๋นซิว? เช่นนั้นก็จะสบายใจมากนัก”
“ข้าไม่ได้หมายจะแย่งชิงอำนาจ ข้าแค่เพียงอยากจะใช้กำลังของตำหนักตงจี๋หากระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ให้พบก็เท่านั้น” เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวตอบ
“ข้าฝึกระบี่ ดังนั้นก็เลยอยากได้มาซึ่งกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ทำไมเจ้าถึงได้ดึงดันที่จะได้มาซึ่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์เช่นนั้น?”
“ได้รับการไหว้วานจากคนผู้หนึ่ง เช่นนั้นแล้วก็จะต้องมิให้นางผิดหวัง”
มู่เฉียนซีเริ่มปากขวานผ่าซากขึ้นมา นางยิ้มแล้วถามขึ้น “นาง? หวานใจเจ้า?”
หวานใจ?
เฟิงอวิ๋นซิวตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มอันสดใสของเด็กหนุ่มตรงหน้าเขา
เมื่อนึกถึงสตรีผู้นั้น ดวงตาสีเหลืองอำพันของเขาก็ลุ่มลึกไปด้วยความดื้อรั้น
“เฉียนเยี่ย อย่าได้ล้อเล่นกับข้า” เฟิงอวิ๋นซิวถลึงตาจ้องมู่เฉียนซีไปคราหนึ่ง
“นายน้อยอวิ๋นซิวมีผู้ที่ชอบอยู่แต่ไม่