กล้าที่จะยอมรับ ถลึงตาใส่ข้าแล้วมีประโยชน์อะไร?” มู่เฉียนซีกล่าวอย่างหยอกล้อ
“ถึงแม้ข้าจะนับถือการที่เจ้ามอบกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์เป็นของแทนใจ แต่เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะไม่ยอมปล่อยกระบี่ให้เจ้าแน่”
“ข้าก็ไม่ได้ขอให้เจ้าให้” ดวงตาสีเหลืองอำพันนั้นจ้องมองไปที่มู่เฉียนซี
ตำหนักตงจี๋เป็นสถานที่ที่ดีแก่การฝึกบำเพ็ญสถานที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พบกับผู้อาวุโสสูงสุด มู่เฉียนซีก็ได้ตัดสินใจที่จะใช้ตำหนักตงจี๋ที่มีพลังวิญญาณอย่างเข้มข้นนี้ฝึกบำเพ็ญเสียให้ดี
แต่ไป๋อู๋ห่ายและมู่หรูเหยียนจะไม่ปล่อยให้นางได้ว่างสบายเช่นนั้นเป็นแน่
หลังจากที่ไป๋อู๋ห่ายกลับมาอย่างล้มเหลวเมื่อคราวที่แล้ว มู่หรูเหยียน ข่งชัวและไป๋อู๋ห่ายก็ได้บุกฝ่าเข้ามา
ปกติแล้วเหล่าผู้แข็งแกร่งของตำหนักตงจี๋นำพาคนเข้ามาก็ดูเหมือนจะไม่มีเรื่องอะไร แต่ปรากฏว่าเมื่อเฟิงอวิ๋นซิวพาคนผู้หนึ่งเข้ามามันกลับเหมือนราวกับว่าได้พานักโทษที่มีโทษประหารเข้ามาถึงสิบคนก็มิปาน
มู่เฉียนซีสังเกตเห็นถึงสีหน้าอันเคียดแค้นนั้นของข่งชัวและคาดว่าคงเป็นเจ้าหมอนี่ที่เป็นผู้เล่นลูกไม้ออกมา
ไป๋อู๋ห่ายกล่าว “อวิ๋นซิว เจ้ายังเด็กเกินไปไม่ระมัดระวังเลยสักนิด เจ้ามิได้ตรวจสอบตัวตนของเจ้าหนุ่มนี่ให้ดีก็ได้นำเขาเข้ามายังตำหนักตงจี๋เสียแล้ว”
เฟิงอวิ๋นซิวกล่าวอย่างเฉยเมย “เช่นนั้นแล้วท่านเจ้าตำหนักสืบมาได้หรือยัง?”
“ข้าส่งคนไปสืบแล้วแต่ไม่สามารถสืบหาเรื่องอะไรของเ