มู่เฉียนซีก็ตกใจสะดุ้งเล็กน้อย
“จิ่วเยี่ย เจ้ามาแล้ว!”
ชิงอิ่งที่ยืนอยู่กลางอากาศในตอนนี้ สายตาจ้องมองไปที่จิ่วเยี่ยอย่างเงียบสงบ
จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วขึ้น บริเวณรอบ ๆ ไม่มีกลิ่นอายของเจ้าคนน่ารังเกียจผู้นั้นแล้ว เพียงแต่ว่า เจ้าหมอนี่กลับฟื้นขึ้นมาแล้ว
ชิงอิ่งไม่ได้เปล่งเสียงกล่าวแต่อย่างใด และจู่ ๆ เขาได้อันตรธานหายไปต่อหน้ามู่เฉียนซี
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “จิ่วเยี่ย หรือว่าเจ้าได้ข่าวของเผ่ามังกรแล้ว?”
ทว่า จิ่วเยี่ยกลับส่ายหน้า “เปล่า!”
“แล้วเจ้ามาทำไม?” มู่เฉียนซีรู้สึกแปลกใจ
“หรือว่าซีไม่อยากให้ข้าอยู่ข้างกายอย่างนั้นเหรอ?” ดวงตาสีฟ้าอันเย็นยะเยือกจ้องมองมู่เฉียนซีอย่างลึกซึ้ง
“ตกลงมีเรื่องอันใดกันแน่?” มู่เฉียนซียังรู้สึกแปลกใจอยู่
สุดท้ายจิ่วเยี่ยก็ตอบว่า “เมื่อถึงเวลาซีก็จะรู้เอง”
ถึงแม้ว่านางจะฝึกฝนทักษะโยวหลัวได้อย่างบรรลุแล้ว แต่พลังวิญญาณของนางยังไม่ถึงขั้นจักรพรรดิระดับสูง นางจึงยังไม่สามารถฝึกทักษะวิญญาณอันดับต่อไปได้
หลังจากที่จิ่วเยี่ยมา เขาก็อยู่ข้างกายมู่เฉียนซีอย่างเงียบสงบ สงบอย่างน่าประหลาดจนทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้น
จิ่วเยี่ยโอบนางเอนตัวลง และกระซิบข้างหูนางว่า “หากซีง่วงก็นอนพักสักหน่อยเถอะ!”
มู่เฉียนซีตกตะลึงขึ้น “เช่นไรที่เรียกว่านอนพักสักหน่อย?”
จิ่วเยี่ยมองนางอย่างสงบ แต่ก็ไม่ได้เปล่งเสียงกล่าวแต่อย่างใด
เจ้านี่ช่างทำท่าทางลึกลับเสียจริง นางไม่สามา