ก!
เย่เฉินกล่าวด้วยความไม่เข้าใจว่า “นายท่าน เหตุใดสำนักขวางโซ่วถึงได้ถอยหนีไปเช่นนั้นล่ะขอรับ หรือว่าพวกมันจะมีแผนการอื่น?”
มู่เฉียนซีกล่าว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้ว่าตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นกำลังคิดสิ่งใดอยู่”
กู้ไป๋อีที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดในตอนนี้ก็ได้เอ่ยปากกล่าวขึ้นว่า “เกรงว่าเจ้าสำนักขวางโซ่วผู้นั้นจะรู้จักข้า”
มู่เฉียนซีกล่าว “หรือเป็นเพราะว่าชื่อเสียงอันโด่งดังของเจ้าในเมื่อก่อนเสี่ยวไป๋ ด้วยเหตุนี้ศัตรูเห็นหน้าเจ้า เห็นถึงความน่าเกรงขามของเจ้าก็ตกใจกลัวจนเผ่นหนีไป นี่มัน…”
ถึงแม้พลังของเขาจะถดถอยลงมาถึงขั้นมหาจักรพรรดิยอดยุทธ์ระดับหนึ่ง แต่คนเหล่านั้นแค่เห็นก็ถึงกับต้องถอยหนีแล้ว ช่างแตกต่างไปจากวิสัยของสำนักมารอย่างสำนักขวางโซ่วไปโดยสิ้นเชิงจริง ๆ
“ตอนนี้ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน!” กู้ไป๋อีส่ายหน้าพลางกล่าว
มู่เฉียนซีกล่าวเสียงขรึมว่า “ถึงแม้ว่าครั้งนี้พวกสำนักขวางโซ่วจะเผ่นหนีไป แต่พวกเราก็ยังวางใจไม่ได้ ไม่แน่บางทีพวกมันอาจจะมีอุบายอื่นก็ได้”
เย่เฉินพยักหน้าพลางกล่าว “ขอรับ!”
กู้ไป๋อีมองมู่เฉียนซี ท่าทางอยากจะพูดบางสิ่งบางอย่างแต่ก็ลังเลที่จะพูดออกมา
เมื่อถึงยามดึกสงัด กู้ไป๋อีก็ปรากฏตัวขึ้นหน้าห้องของมู่เฉียนซี กำลังคิดว่าจะเคาะประตูเข้าไปดีหรือไม่
มู่เฉียนซีรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของเขานานแล้ว นางจึงเอ่ยปากกล่าวว่า “เสี่ยวไป๋ มีเรื่องอันใดก็เข้ามาคุยเถอะ!”
กู้ไป๋อีผลักประตู