าวเรื่องน่าขันแล้ว!
มู่เฉียนซีรู้ว่าการเคลื่อนไหวนี้ของพวกเขานั้นอันตราย แต่นางไม่อยากให้คนที่ไม่คุ้นเคยคนหนึ่งขวางทาง
มู่เฉียนซีกล่าวกับเซียวโม่ว่า “ข้าว่าเจ้าอย่าตามพวกข้าอีกเลยนะ”
“ข้าถูกทอดทิ้งอีกแล้วเหรอ ข้าก็แค่มากิน อีกอย่างข้าไม่ได้กินฟรีสักหน่อย”
“แต่ข้าไม่ต้องการ”
“ก่อนที่ค่ายกลนั้นจะพังทลาย ข้าอยากจะกินของอร่อย ๆ กับเจ้า หากเจ้าไม่ต้องการศิลาแร่กับหยกวิญญาณแล้วล่ะก็ ข้าเป็นลูกมือรับมือกับศัตรูให้เจ้าได้นะ ไม่ว่าเจ้าจะชี้ไปทางไหนข้าก็จะลงมือทางนั้น ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวนเจ้าแน่นอน!”
เซียวโม่พัวพันอยู่กับพวกเขาอย่างหมดหนทาง ส่วนกู้ไป๋อีนั้นกำลังแผ่ซ่านกลิ่นอายแห่งความเย็นยะเยือกออกมา
กลิ่นอายแห่งความเย็นยะเยือกนั้นเขาตกใจจนชินแล้ว ถึงอย่างไรเสียเขาก็ไม่ยอมจากไปอยู่ดี
“เจ้าพูดเองนะ ไม่ว่าข้าจะชี้ไปทางใด เจ้าจะลงมือโจมตีทางนั้น” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
“บุรุษอย่างข้าพูดคำไหนคำนั้น” เซียวโม่ตบหน้าอกยิ้มพลางกล่าว
กู้ไป๋อีกล่าวเสียงขรึมว่า “รับมือกับผู้อื่น มีแค่ข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว คุณหนูใหญ่”
มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าว “เพิ่มมาอีกคนนึงก็ไม่เสียหายอะไร!”
เมื่อตะวันตกดิน เย่เฉินก็กลับมาด้วยสภาพหน้าตาฟกช้ำดำเขียวอีกครั้ง เซียวโม่รู้สึกได้ว่าเขานั้นแข็งแกร่งขึ้นมาไม่น้อยเลย
นี่มันบ้าอะไรกันแน่ ออกไปให้ตัวเองถูกซ้อมทุกวัน ๆ ช่างประหลาดยิ่งนัก
หลังจากที่รักษาอาการบาดเจ็บให้เขาเสร็จ มู่เฉีย