ู่กลางเปลวเพลิงนั้น “นั่นมันเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อะไรกันแน่? หลังจากที่มันบรรลุขั้นแล้วถึงได้ระเบิดเปลวเพลิงที่น่ากลัวเช่นนั้นออกมา!”
เขารู้สึกว่าหากตัวเขาอยู่บนลานประลองนั้นจะต้องรู้สึกเจ็บปวดอย่างแน่นอนและมีโอกาสเป็นอย่างมากที่จะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีไป
รองเจ้าเมืองตงกัวกล่าว “ท่านเจ้าเมือง ข้าเองก็ไม่รู้ว่านั่นคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อะไรกัน แต่ทว่ามันมิใช่อะไรที่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาทั่วไปจะสามารถเทียบได้อย่างแน่นอน”
ดวงตาของเขาเปล่งประกายออกมา!
เสี่ยวหงพุ่งผ่านไปในเปลวเพลิงและมาหยุดอยู่ตรงหน้าของมู่เฉียนซี
เมื่อเห็นมู่เฉียนซีมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เสี่ยวหงก็กล่าวขึ้นอย่างหงุดหงิด “นายท่าน ต้องโทษที่ข้านั้นขี้เกียจไม่ยอมฝึกฝนให้ดีจึงบรรลุขั้นช้าเกินไปนัก จนทำให้ท่านต้องถูกไอ้เฒ่าผู้นี้รังแก”
เพราะเปลวเพลิงของเสี่ยวหงสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดเอาไว้ได้ อู๋ตี้และกู้ไป๋อีจึงว่างขึ้นมาไม่น้อย
อู๋ตี้กล่าว “เจ้าหมอนี่ พอบรรลุขั้นก็ทำเสียเอิกเกริกเช่นนี้ แต่ทว่าก็มิได้มีอะไรที่เก่งกาจนัก อีกไม่นานข้าก็จะบรรลุขั้นที่ห้าแล้ว เจ้าตัวขี้เกียจไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ไล่ตามข้าไม่ทัน!”
การบรรลุขึ้นไปขั้นที่ห้านั้น อาหารที่ต้องใช้ในการบรรลุขั้นยังไม่เพียงพอ มันจะต้องหาอาหารอันโอชะอีกจำนวนมากถึงจะได้
เจ้าเมืองหู่ที่ตกอยู่ภายใต้เปลวเพลิงได้ร้องตะโกนออกมาเสียงดังลั่น “ข้ายอมแพ้…ข้ายอมแพ้ รีบให้สัตว