ี้ข้าเป็นผู้สั่ง เจ้าคิดว่าข้ายังไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดกล่าวอีกหรือไม่?”
“สาวน้อย เจ้าช่างกล้าดีนัก เจ้ากล้าที่จะเป็นปฏิปักษ์กับข้า” เจ้าเมืองหู่ยิ่งโมโหมากขึ้นไปกว่าเก่า
“วันนี้หากข้าไม่จัดการกับเจ้าให้ดีเสียหน่อยพวกเจ้าก็อย่าได้คิดที่จะเข้าเมืองไปได้เลย” เจ้าเมืองหู่คิดที่จะลงมือ
มู่เฉียนซีก็มิได้ห้ามปรามเขา ในเมื่อเจ้าเมืองหู่เองก็มาร่วมในการชุมนุมครั้งใหญ่นี้ เกรงว่าเขาคงจะมีแผนการบางอย่าง
การได้เรียนรู้ว่าพวกเขามีทักษะเช่นไรก่อนที่จะเข้าไปในเมืองซีเจว๋ก็ไม่เลว
“เอาก็เอาสิ ใครกลัวเจ้ากันเล่า?” มู่เฉียนซีกล่าวท้าทายอย่างหยิ่งยโส ทั้งสองฝ่ายต่างถึงขั้นชักกระบี่ขึ้นสายหน้าไม้ใส่กัน ทหารรักษาการณ์ก็ไม่สามารถที่จะกล่าวโน้มน้าวได้แล้ว ทั้งสองคนนั้น ผู้หนึ่งก็หยิ่งยโสไม่ฟังใครยิ่งกว่าอีกผู้หนึ่งเสียอีก
ขณะที่พวกเขากำลังจะเข้าต่อสู้กัน พลันนั้นก็มีเสียงที่อ่อนโยนเสียงหนึ่งลอยมา
“ท่านเจ้าเมืองหู่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ยังมิทันได้เข้าไปในเมืองซีเจว๋ของข้าเลย! จิตสังหารของท่านก็พุ่งพล่านเช่นนี้ นี่นับเป็นการไม่เห็นแก่หน้าข้าตงกัวมากไปหน่อยแล้วกระมัง!”
ชายหนุ่มอายุราวสามสิบปีผู้หนึ่งได้เดินออกมาจากด้านในเมือง เขาสวมใส่อาภรณ์สีขาวทั้งตัวและถือพัดอยู่เล่มหนึ่ง
ดวงตาคู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยเพราะรอยยิ้ม หางตาก็เรียวยาวขึ้น ใบหน้าดูธรรมดาเป็นอย่างมาก แต่รอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้นเต็มไปด้วยการขบคิดวางแผนเล่น