หลังพวกเขาไปก็อดกลั้นไว้ไม่ไหวหัวเราะออกมา
“เจ้าหนูเฟิงอวิ๋นกลับมีบุตรสาวที่น่ารักเช่นนี้ ผู้เฒ่าผู้นี้รู้สึกอิจฉาเสียแล้ว”
คาดไว้ว่าจะออกมาทำการฝึกฝนครึ่งปี แต่ด้วยเพราะการหมุนไปของเวลาในเมืองเฮยตูไม่เหมือนกับที่อื่น ๆ นางจึงยังเหลือเวลาอยู่อีกไม่น้อย
มู่เฉียนซีกล่าว “เสี่ยวไป๋ พวกเราไปในแต่ละที่ของทุ่งรกร้างนี้กันเถอะ! ถือโอกาสหาข่าวสำนักขวางโซ่วเสียหน่อย”
กู้ไป๋อีพยักหน้ากล่าว “ทั้งหมดล้วนแล้วแต่บัญชาของคุณหนูใหญ่”
พวกเขาทั้งสองมีบุคลิกที่โดดเด่น เลยพบกับปัญหาอยู่ไม่น้อย
คนของทุ่งรกร้างนั้นนับว่าเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างห้าวหาญของแดนตะวันตก แต่พวกเขาเพิ่งออกมาจากเมืองเฮยตูเลยรู้สึกว่าเจ้าพวกนี้ไม่มีโอกาสที่จะให้พวกเขาได้ขยับมือไม้เลย
แม้ว่าจะพบเข้ากับระดับมหาจักรพรรดิก็ตาม แต่พลังความสามารถก็อ่อนแอยิ่งนัก
มู่เฉียนซีกล่าว “พวกคนเหล่านี้น่าเบื่อเกินไป ดูทีจะต้องกลับไปให้ไวเสียหน่อยแล้ว”
หลังจากได้ผ่านศึกอันนองเลือดที่เมืองเฮยตู ทุ่งรกร้างแห่งนี้ก็ไม่พบคนผู้ใดที่สามารถพอจะประมือกันได้เลย
กู้ไป๋อีกล่าว “คุณหนูใหญ่สามารถไปลองดูที่เมืองขั้นสำนักนิกายระดับสองได้”
“เมืองขั้นสำนักนิกายระดับหนึ่งสูงสุดก็มีเพียงมหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่สามซึ่งมิได้แข็งแกร่งสักเท่าไร ตอนนี้พลังความสามารถของคุณหนูใหญ่แม้สู้กับมหาจักรพรรดิแห่งภูตขั้นที่สี่ก็ยังไม่มีความกดดันแม้แต่นิดเดียว”
มู่เฉียนซีกล่าว “ได้!