ซึ่งพลังวิญญาณ แต่พลังจิตยังคงอยู่
รอจนเกือบถึงยามจื่อ มู่เฉียนซีเพิ่งจะตื่นขึ้นมา และแน่นอนว่านางรับรู้ได้ว่าด้านนอกนั้นมีคนอยู่
นางเอ่ยปากกล่าวขึ้นว่า “เย่เฉิน เข้ามาเถอะ!”
เย่เฉินเดินเข้ามา แต่เขาเพียงแค่คุกเข่าอยู่กับพื้น “เย่เฉินคารวะนายท่าน”
“นี่เจ้าตัดสินใจแล้วเหรอ?”
“ขอรับ!”
กู้ไป๋อีที่เดินเข้ามา เห็นสีหน้าของมู่เฉียนซีผิดปกติไป
นางเป็นคนที่กำเริบเสิบสาน ใช้อำนาจบาตรใหญ่มาโดยตลอด แต่ตอนนี้ใบหน้ารูปไข่นั้นกลับดูเหมือนจะซีดเซียวก็มิปาน
เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปถามว่า “คุณหนูใหญ่ เป็นอะไรไป?”
มู่เฉียนซีกล่าว “เย่เฉิน เจ้าออกไปก่อนเถอะ รอให้ข้าฟื้นฟูร่างกายก่อน ข้าจะเรียกเจ้ามาคุยอย่างละเอียดอีกที”
“ขอรับ!” เย่เฉินจากไป
ส่วนกู้ไป๋อียังคงมองมู่เฉียนซีอย่างเย็นชาอยู่ “พลังวิญญาณของเจ้าผันผวนจนไม่รู้สึกถึงความปั่นป่วน นี่ไม่ใช่เป็นเพราะการฝึกบำเพ็ญแล้ว”
ไม่มีพลังวิญญาณแต่ประสบการณ์ยังคงอยู่ มู่เฉียนซีสามารถปกปิดเย่เฉินได้ แต่ไม่สามารถปกปิดสายตาของกู้ไป๋อีไปได้
มู่เฉียนซียิ้มพลางกล่าว “ในเมื่อเจ้าเปิดเผยคำโกหกของข้า เช่นนั้นก็ลองทายดูสิว่าข้าเป็นอะไร หากเจ้าทายถูก ข้าก็จะไม่ให้เจ้าเป็นข้ารับใช้ของข้าแล้ว ข้าจะปฏิบัติต่อเจ้าให้เหมือนว่าเจ้าเป็นผู้ที่มีอำนาจจนกว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะกลับมาเป็นปกติ แต่หากเจ้าทายไม่ถูก…”
“เดินออกไป เลี้ยวซ้าย แล้วไปนอนซะ ข้าก็อยากจะพักผ่อนแล้ว!” มู่เฉียนซีช