ี้ออกไปด้านนอกพลางกล่าว
กู้ไป๋อีคิดเช่นไรก็คิดไม่ออก “ข้าไม่ใช่นักปรุงยา ข้าไม่รู้หรอก เจ้าเป็นนักปรุงยาไม่ใช่เหรอ ดูแลตัวเองดี ๆ ก็แล้วกัน!”
กล่าวจบเขาก็เดินออกไปและปิดประตูห้องมู่เฉียนซีทันที
มู่เฉียนซีที่อยู่ในห้องเพียงลำพังในตอนนี้ก็จนปัญญามาก “ข้าเป็นนักปรุงยาคนหนึ่ง ได้เห็นคนไข้อาการกำเริบขึ้นอีกครั้งจนทรมานถึงเพียงนี้ นักปรุงยาอย่างข้าก็ต้องพยายามให้มากขึ้นใช่หรือไม่!”
……
ฉ่า!
จิ่วเยี่ยถูกส่งกลับมายังวังคุกโลหิต ชายชุดดำผู้หนึ่งได้ปรากฏตัวด้านหลังเขา
“ฝ่าบาท ฝ่าบาทไปพบท่านผู้นำตระกูลมู่มาอีกแล้วเหรอพะยะค่ะ?”
จิ่วเยี่ยไม่ตอบ คนผู้นั้นกล่าวต่อว่า “ท่านอู๋หยาได้บอกเอาไว้แล้วว่าทางที่ดีที่สุดฝ่าบาทอย่าได้ไปเจอท่านผู้นำตระกูลมู่อีกเลย ทุกครั้งที่ไปเจอนาง คำสาปก็จะยิ่งกำเริบมากขึ้น เมื่อก่อนฝ่าบาทยังสามารถปกปิดได้ แต่ตอนนี้มันทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่าบาทไม่อาจปกปิดได้แล้วนะพะยะค่ะ”
“เรื่องของข้า จำเป็นต้องเจ้ามายุ่งด้วยอย่างนั้นเหรอ!” ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเย็นยะเยือกจนไร้ซึ่งอุณหภูมิ
“ถึงแม้ว่าทำเพื่อท่านผู้นำตระกูลมู่ แต่ในขณะที่คำสาปในร่างของฝ่าบาทยังไม่ได้แก้…”
“พอได้แล้ว!” จิ่วเยี่ยตะคอกอย่างเย็นชา
“ส่งคนไปตามหาที่อยู่ของเผ่าสัตว์เทพโบราณทั้งสามเผ่านั่นให้เจอ ต่อให้ข้าต้องเหยียบทำลายเผ่าสัตว์เทพโบราณทั้งสาม ข้าก็จะต้องรีบหาคัมภีร์หมื่นคำสาปนั่นให้เจอ และจะต้องหาวิธีแก้คำสาป