ั่งหรือไม่
ปรากฏว่ามู่เฉียนซีถูกเหล่าผู้เฒ่าหัวรั้นเหล่านี้รั้งให้อยู่พูดคุยกันในเรื่องโอสถจนถึงยามวิกาล อาจารย์ใหญ่ฉู่ที่รออยู่ด้านนอกก็ต้องรอเสียจนแทบผล็อยหลับไป ไม่กล้าจากไปไหนเลย
ทันใดนั้นกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกพลันม้วนตัวเข้ามา ที่ด้านหน้าของพวกเขาปรากฏเงาร่างสีดำเงาหนึ่งขึ้น บัดนี้จิ่วเยี่ยไม่สบอารมณ์เสียแล้ว เพราะในตอนนี้เขาควรได้นอนกอดซีแล้วหลับไปอย่างสบาย แต่ซีกลับถูกเหล่าตาเฒ่าหัวรั้นพวกนี้รั้งเอาไว้
ฉับพลันทันใดอาจารย์ใหญ่ถูกความเยือกเย็นทำให้ขนลุกขึ้นมาจนผิวเขาเหมือนหนังไก่ต้ม เขากล่าวขึ้นอย่างเคอะเขินว่า “นายท่านจิ่วเยี่ย…”
“หยุดซะ!” จิ่วเยี่ยกล่าวออกมาสองคำด้วยเสียงอันเย็นยะเยือก
อาจารย์ใหญ่ฉู่เป็นผู้ที่อ่านสีหน้าผู้คนได้เก่งกาจ เขารู้ว่าหากตาเฒ่าพวกนั้นยังรั้งเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นเอาไว้อีกละก็ เกรงว่าทุกคนคงไม่ได้อยู่เห็นดวงตะวันของวันรุ่งขึ้นเป็นแน่
— ปัง! ปัง! ปัง! —
อาจารย์ใหญ่เคาะประตู “นี่มันก็ดึกมากแล้ว พวกเจ้าพอได้แล้ว! ให้คุณชายมู่ซีได้พักผ่อนหน่อยได้ไหมเล่า ?!” “ถ้าพวกเจ้าไม่ยอมเปิดประตู ข้าจะทำลายรังของเจ้าทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เลย!”
“เอ่อ…”
เหล่าผู้อาวุโสที่ดื้อรั้นพลันได้สติกลับคืนมา พวกเขาตกตะลึง ที่ด้านนอกฟ้ามืดลงแล้วหรือ นี่มันถึงเวลาเช่นนี้แล้วจริง ๆ รึ ?!
พวกเขากล่าวอย่างรู้สึกผิด “โอ้! พวกเราพูดคุยกับเจ้ามากเกินไปแล้ว เผลอรั้งเจ้าอยู่จนมืดค่ำเช่นนี้ต้อง