ยว! ”
และตอนนี้พวกเขาก็ได้ถูกล้อมเอาไว้แล้ว!
หนานเฉากล่าวตะคอกว่า “อินอิน นี่เจ้าก่อเรื่องใหญ่โตขึ้นแล้วเจ้ารู้ตัวหรือเปล่า ข้าย้ำนักยำหนาว่าในหุบเขามรณะนี้ทุกที่ล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น แล้วนี่เจ้า……เจ้ายังไปจับโน่นจับนี่ซี้ซั่วอีก”
“ข้าไม่รู้ว่าจะพูดยังไงกับเจ้าแล้ว” หนานเฉาบ่นอย่างหงุดหงิด
“ฮือ ๆ ๆ ๆ! ” หนานอินร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิด “ก็ข้าไม่รู้นี่หนิ่”
“พี่ใหญ่อวิ๋น ต้องช่วยพวกเราให้ได้นะพี่ใหญ่”
ตอนนี้อวิ๋นฮวาก็เริ่มรู้สึกรำคาญหนานอินมากแล้วเหมือนกัน หากไม่ใช่เพราะนางยังมีประโยชน์อยู่มีหวังเขาคงจะโยนนางให้เป็นปุ๋ยของบุปผาปีศาจนี้ไปนานแล้ว
เป็นเพราะความไม่รู้ของนางแท้ ๆ จึงได้ก่อให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ผู้อาวุโสในสำนักเคยบอกเอาไว้ว่าหากโดนบุปผาปีศาจนี้โจมตีเข้าแล้ว ต่อให้มีพลังวิญญาณขั้นจักรพรรดิระดับเก้าก็ไม่มีทางรอดไปได้ เพราะ……
“ฟึ่บ! ”
กลีบของบุปผาปีศาจเหล่านี้เบ่งบานและได้พ่นควันสีชมพูออกมา ทันทีที่พวกเขาสูดดมกลิ่นควันสีชมพูนี้เข้าไปก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ และพวกเขาก็ไม่สามารถรวบรวมพลังวิญญาณได้
อวิ๋นฮวากล่าวขึ้นว่า “รีบกินยาแก้พิษต้านทานพิษนี้เอาไว้เร็วเข้า แล้วรีบวิ่งออกไป! ”
“ตูม ตูม ตูม! ”
พวกเขาพยายามร่วมแรงกันโจมตีบุปผาปีศาจเหล่านี้ แต่บุปผาปีศาจเหล่านี้ก็ยิ่งแข็งแกร่งแน่นหนาเสมือนกำแพงเหล็กมากยิ่งขึ้น หนานเฉาจะเอายาแก้พิษยื่นให้มู่เฉียน แต่ก็ถูกหนานอินขวางเอาไว้ นางก