ระคนสุขใจ ทว่าจิ่วเยี่ยก็ยังคงสาดน้ำเย็นใส่นางอยู่เช่นเคย “ซี ถ้าหากว่าเจ้ารักษาความเร็วในการฝึกเช่นนี้เอาไว้ หนึ่งร้อยปีก็น่าจะตามข้าได้ทัน”
นี่เป็นการคาดการณ์ในสถานการณ์ที่ในหนึ่งร้อยปีนี้ ตัวของเขาไม่สามารถปลดคำสาปได้ และพลังความสามารถของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นไปกว่าเดิม
มู่เฉียนซีตะลึงงัน “ว่าอย่างไรนะ! หนึ่งร้อยปีเลยเชียวรึ ?”
ระยะเวลานี้นานเกินไปแล้ว มู่เฉียนซีกล่าวขึ้น “จิ่วเยี่ย เจ้าอย่าได้ดูแคลนข้านัก มันไม่นานเช่นนั้นแน่นอน เจ้าคอยก่อนเถอะ”
แต่ไหนแต่ไรมา เขานั้นไม่เคยที่จะดูแคลนนาง เพียงแต่ความห่างชั้นกันนั้น มันช่างมากมายเสียเหลือเกิน จิ่วเยี่ยพยักหน้า กล่าวว่า “อืม ข้ารอเจ้า”
มู่เฉียนซี “ถึงแม้ว่าข้าจะเป็นราชาแห่งภูตระดับหนึ่งแล้ว แต่อาถิงก็ยังคงหลับใหลไม่มีการตอบสนองเช่นเก่า เขายังคงหลับเสมือนหมูนอนตาย ไม่รู้ว่าเมื่อใดถึงจะฟื้นตื่นขึ้นมา”
ดวงตาที่เย็นยะเยือกมองมาที่นาง “ข้าไม่รีบ”
มู่เฉียนซีตกตะลึง “คนผู้นั้นควรเป็นผู้ที่สำคัญสำหรับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่รีบ ?”
นางนั้นรู้จักจิ่วเยี่ยมานานแล้ว นางย่อมรู้จักนิสัยและความคิดของเขา มิตรสหายที่ดีเช่นจื่อโยว เมื่อบอกว่าจะฆ่าก็ฆ่าเลย และผู้ที่สามารถทำให้เขาสิ้นเปลืองแรงใจแรงสมองได้เช่นนี้ต้องไม่ธรรมดา
“มีศาลาเลือนรางเก้าชั้นอยู่ ต้องหาเจอเป็นแน่” จิ่วเยี่ยกล่าวอยู่ลึก ๆ “แต่สำหรับข้าแล้ว ซีสำคัญกว่ามาก” คํากล่าวนี้ดังกึกก้องราวกับเสี