ษาได้ ทว่าถ้าหากว่าเป็นไปได้ เขายอมที่จะเรียนไม่สำเร็จตลอดไปยังจะดีเสียกว่า เขานั้นอยากจะเป็นคนป่วยไข้นอนให้นางรักษามากกว่า
จิ่วเยี่ยกล่าวถามขึ้น “เจ้าเคยพบหมอยาที่รักษาคนแค่เพียงผู้เดียวหรือไม่ ?”
มู่เฉียนซี “ไม่ ต่อไปสหายหรือว่าคนสำคัญ ๆ ของเจ้าได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก เจ้าก็สามารถลงมือจัดการรักษาพวกเขาได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องรักษาเพียงแค่ข้าผู้เดียว”
“หากไม่ใช่ซี ข้าไม่จำเป็นต้องรักษาใคร” จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงเย็น เขาจะทำอย่างเต็มที่เพื่อทำการรักษาให้นางผู้เดียวเท่านั้น
“แล้วหากว่าข้าไม่อยู่ล่ะ ?”
สิ้นเสียงถาม มู่เฉียนซีถูกโอบกอดอย่างแนบแน่น
จิ่วเยี่ยเอ่ย “ไม่ว่าเจ้าจะอยู่หนใด ข้าหาเจ้าพบได้ไม่ยาก”
“โอ๊ย! ข้าเจ็บ เจ้าเบามือหน่อย!” มู่เฉียนซีกล่าว คิ้วงามพลันขมวด
มุมปากของจิ่วเยี่ยโค้งขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มบาง นางผู้นี้น่ะหรือกล่าวว่าเจ็บต่อหน้าเขา ?
ทว่าเขาก็ผ่อนแรงน้ำหนักมือให้เบาลง เขาแตะที่คิ้ว ปลายจมูก และริมฝีปากของนาง
จังหวะนี้เอง มู่เฉียนซีขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวเสียงดัง “คัน!”
“เช่นนั้นข้าทำเบาลงอย่างนี้เจ้าก็คงไม่คันแล้ว” จิ่วเยี่ยกล่าวสบาย ๆ
จิ่วเยี่ยอยู่กับมู่เฉียนซีจนอาการของนางนั้นดีขึ้นมาก และก็ได้โยนนางเข้าไปกลางวงของโครงกระดูกเหล่านั้นอีกครั้ง เมื่อถูกโครงกระดูกเข้าโจมตีอย่างไม่หยุดยั้ง มู่เฉียนซีฝึกตน นางอดทนต่อมันได้ในระยะเวลาที่นานขึ้นเรื่อย ๆ
— ตูม! —
ในการต่อสู้ที