ไปจึงได้พลาดโอกาส เช่นนี้ไม่นับ จะนับไม่ได้”มุมปากของจิ่วเยี่ยโค้งขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวว่า “ซี… ข้าไม่ต้องการให้เจ้าจากข้าไป”“ไม่ ข้าไม่ได้จะจากไป เพียงแต่ว่าตอนนี้เจ้านั้นตั้งตนเองเป็นใหญ่เกินไป เจ้าไม่มีเหตุผลเลย”“ข้าผู้นี้เอาตนเองเป็นใหญ่แต่ไหนแต่ไรมา” จิ่วเยี่ยกล่าวอย่างมีเหตุมีผล“อ๊ะ! อื้อ…”มู่เฉียนซีถูกริมฝีปากของเขาประกบเข้ามาอีกครั้ง นางรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นที่ฝึกซ้อมในการฝึกทักษะการจุมพิตให้กับเยี่ยอ๋อง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะต้องมีผลกระทบด้านมืดต่อจิตใจนางอย่างแน่นอนจิ่วเยี่ยเองก็มิได้ต้องการที่จะให้ริมฝีปากของมู่เฉียนซีบวมเป็นหมั่นโถว เขาไม่ได้เก็บหนี้ที่ติดค้างเอาไว้ในคราวเดียวมู่เฉียนซีได้หลุดพ้นเสียที และด้วยความหัวไว มู่เฉียนซีจึงได้เปลี่ยนหัวข้อสนทนา นางกล่าวถามขึ้นว่า “จิ่วเยี่ย คนที่เจ้าตามหา หาพบหรือยัง ?” “ไม่ง่ายดายเช่นนั้น อาถิงแห่งศาลาเลือนรางเก้าชั้นตื่นขึ้นมาหรือยัง ?”มู่เฉียนซีกล่าวขึ้น “ครั้งนี้ข้าถูกอสรพิษสามหัวกัดเสียจนย่ำแย่ เจ้าอาถิงนั่นก็ยังไม่รู้เรื่อง เจ้าอาถิงคงหลับเหมือนหมูอยู่เป็นแน่”จิ่วเยี่ย “เช่นนั้นก่อนที่อาถิงจะตื่นขึ้นมา ข้าจะอยู่ข้างกายเจ้าเอง”มู่เฉียนซีตะลึงงัน “หืม ? เจ้าไม่ไปตามหาคนหรอกหรือ ?”“ต้องรอให้อาถิงแห่งศาลาเลือนรางเก้าชั้นตื่นขึ้นมาเสียก่อนถึงจะค้นหาได้ มิเช่นนั้นแล้วถึงแม้ว่าจะมีข่าวสารมาบ้าง มันก็เป็นการงมเข็มในมหา