้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! —
เมื่อยามอู่ผ่านพ้น เสียงสายฟ้าดังสนั่นลั่นท้องนภา
*ยามอู่ คือช่วงเวลาห้าทุ่มถึงเที่ยงคืน
ขณะที่ไป๋มู่เฟิงเข้าไปในอารามร้างที่มีซากปรักหักพัง เขาก็ได้เห็นร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนใหญ่ที่ถูกมัดเอาไว้
“ท่านพ่อ…”
“อ๊าก!” ไป๋จื้อเฉิงดิ้นรนอย่างดุเดือดพร้อมส่ายหน้าไปมา
ในขณะเดียวกันนั้น เสียงที่อ่อนโยนดุจดั่งสายน้ำก็ดังขึ้น “มู่เฟิง… เจ้าเป็นบุตรกตัญญูรู้คุณอย่างแท้จริง ในที่สุดเจ้าก็มาช่วยท่านพ่อที่ไม่เอาไหนของเจ้า และข้าเดาว่าเจ้าวางยาสลบท่านปู่ของตนเองก่อนออกมา”
ไป๋มู่เฟิงหันไปมองเจ้าของเสียงนั้น ดวงตาเขาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า “ทะ… ท่านอารอง…”
“ท่านอารอง เหตุใดถึงเป็นท่านที่ลักพาตัวท่านพ่อมาเช่นนี้ได้!”
ไป๋จื้อหลินแค่นเสียงหัวเราะก่อนจะกล่าวอย่างไม่แยแส “หึ ๆ ดูเหมือนว่ามู่เฟิงจะประหลาดใจเอามาก ๆ ใช่… เป็นข้าเอง”
ไป๋มู่เฟิง “ท่านอารอง เหตุใดท่านถึงได้ทำเช่นนี้ หากท่านปู่รู้เข้า ท่านปู่คงจะผิดหวังในตัวท่านมาก”
ไป๋จื้อหลินหัวเราะเยาะเย้ย “ฉ่า ๆ ๆ ผิดหวังอย่างนั้นรึ ? เขาไม่เคยเห็นความสำคัญของข้าเสียด้วยซ้ำ เหตุใดถึงจะมาบอกว่าผิดหวัง ?”
“ไป๋จื้อเฉิงเกิดก่อนข้าเพียงแค่ปีเดียว มันก็ได้เป็นว่าที่ท่านผู้นำแล้ว ถึงแม้ว่าเบื้องหลังของมันจะเป็นคนเสเพล เป็นขยะไร้ประโยชน์ แต่ข้าก็ไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำต่อจากท่านพ่ออยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อยังจะเอาบุตรชายของ