ียนเจอหรือไม่ ?” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
“หาทั่วทั้งเมืองจื่อตูแต่กลับไม่เจอสองคนนั้นเลยขอรับ ข้าน้อยทำงานพลาด ขอท่านผู้นำตระกูลโปรดลงโทษ”
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “สองคนนั้นเสียพลังไปมาก อีกทั้งยังบาดเจ็บสาหัส คงไม่โผล่หัวออกมาง่าย ๆ แน่ เจ้าเตรียมคนของเราป้องกันทั้งในจวนและนอกจวนดี ๆ อย่าให้พวกมันฉวยโอกาสเล่นงานเราได้”
“ขอรับ”
“ดี เช่นนั้นก็เข้าวังหลวงกัน”
เวลานี้ ในวังหลวงยังมีฮ่องเต้พระองค์ก่อนอยู่—ซวนหยวนจือ
แคว้นจื่อเยี่ยในเวลานี้มีเพียงสำนักนิกายเดียวที่เหลืออยู่นั่นก็คือสำนักตานจี้ ราชวงศ์ซวนหยวนต้องประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก
ทันทีที่มู่เฉียนซีก้าวเท้าเข้าไปในวังหลวง ก็มีขุนนางกล่าวตอนรับนางด้วยความตื่นเต้น “ท่านผู้นำตระกูลมู่ ท่านมาแล้ว รีบไปกราบทูลอวิ๋นอ๋องและหลี่อ๋องเร็วเข้า”
เหตุการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ทำให้มู่เฉียนซีกับมู่อวู่ซวงกลายเป็นคนที่ช่วยผู้คนในแคว้นจื่อเยี่ยเอาไว้อย่างไร้ข้อสงสัย
ถึงแม้ว่าผู้ที่ลงมือปิดฉากคนสุดท้ายเป็นคนของสำนักอวิ๋นหยาน แต่พวกเขาทุกคนต่างก็รู้ดีว่าผู้ที่ต่อสู้กับราชาไป๋กู่จนเอาชนะมันได้นั้น เป็นท่านผู้นำตระกูลมู่กับนายท่านสามแห่งตระกูลมู่นั่นเอง ส่วนสำนักนิกายอันดับหนึ่งอะไรนั่น จัดเป็นเพียงแค่คนไร้ยางอายมาแย่งความดีความชอบ
ราชวงศ์ซวนหยวนได้รับบาดเจ็บกันอย่างสาหัส สถานการณ์ตกอยู่ในความวุ่นวาย และผู้ที่ควบคุมสถานการณ์อยู่ใ