งามขยับเล็กน้อย เปลือกตาสีดำเข้มคู่นั้นก็ค่อย ๆ เปิดขึ้น
ก่อนที่นางจะลืมตามาเห็นว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นใคร ด้วยลมหายใจที่คุ้นเคย นางก็รู้และมั่นใจว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้านางตอนนี้นั้นคือจิ่วเยี่ยอย่างแน่นอน
จิ่วเยี่ยกล่าวถามนางด้วยเสียงอันเบา “ยังเจ็บอยู่หรือไม่ ?”
“ข้าไม่เป็นไรแล้ว!” มู่เฉียนซีกำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นเสื้อคลุมยาวสีดำที่ห่อหุ้มร่างนางก็ร่วงตกลงบนพื้น ดวงตาของนางเบิกกว้างแทบจะถลนออกมา
“อ๊า!”
“จิ่วเยี่ย! เจ้า…”
จิ่วเยี่ยหยิบเสื้อคลุมยาวสีดำนั้นขึ้นมาคลุมร่างของนางไว้อีกครั้งและคว้าร่างบางมากอดไว้ “เจ้าบาดเจ็บอยู่ อย่าขยับสิ!”
มู่เฉียนซีรู้สึกราวกับมีอีกาจำนวนนับไม่ถ้วนมาบินอยู่บนศีรษะนาง นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย นั่นไมใช่ประเด็นที่ข้าตกใจ”
จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาถาม “ประเด็นคืออะไรรึ ?”
มีร่องรอยของความฉงนสงสัยเกิดขึ้นภายในน้ำเสียงอันเย็นชานี้
มู่เฉียนซีอธิบาย “ประเด็นก็คือประเด็น และประเด็นสำคัญคือเจ้าถอดเสื้อผ้าของข้าออกหมด เจ้าเห็นทั้งร่างข้าหมดแล้ว”
จิ่วเยี่ยมองมู่เฉียนซีอย่างลึกซึ้ง “เจ้ามีแผลทั้งตัว…”
ดวงตาสีฟ้าที่ไม่เคยมีอารมณ์เหมือนมนุษย์ เวลานี้กลับมองนางด้วยแววตาตำหนิ นี่ถึงกับทำให้มู่เฉียนซีไม่สามารถปรับตัวได้ภายในชั่วขณะ
นางบ่นพึมพำ “ทำอย่างไรได้ เวลานั้นข้าโดนบีบบังคับให้มาที่นี่ ข้าไม่รู้ว่ามันจะเป็นสถานที่ที่แปลกประหลาดเช่นนี้