ข้ามาถามไถ่เรื่องครอบครัว ข้ามิอาจกล่าวอะไรได้มาก ความจำข้าไม่สู้ดีนัก มักจะเลอะเลือนไปบ้างบางครั้งบางครา”
ฮองเฮายิ้มพลางกล่าว “ซีเอ๋อร์ เจ้าช่างเป็นเด็กน่าสงสารยิ่งนัก ข้าเอ็นดูเจ้าเหลือเกิน” นัยน์ตานุ่มนวล เวลานี้สามารถบีบน้ำตาให้ไหลออกมาได้ “ซีเอ๋อร์ ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้ อยากจะพบเจอเพียงเท่านั้น ในวันนี้ซีเอ๋อร์กลายเป็นสตรีผู้แกร่งกล้าในแคว้นจื่อเยี่ยแล้ว อีกทั้งยังเติบโตขึ้นมาก ข้าไม่ดีเอง วัน ๆ เอาแต่สวดมนต์ศึกษาธรรมมะ พลาดไปหลายเรื่อง”
มู่เฉียนซี “องค์ฮองเฮาไม่ต้องเป็นกังวลเลยเจ้าค่ะ ข้ามู่เฉียนซีสุขกายสบายดี”
“ยังกลางวันอยู่ ซีเอ๋อร์คงไม่ถือสาที่จะนั่งคุยเป็นเพื่อนข้าใช่หรือไม่ ?”
มู่เฉียนซีพยักหน้า “ไม่เลยเจ้าค่ะ! มิทราบว่าพระองค์ประสงค์สนทนาเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ ? เรื่องที่พวกเราไปแข่งขันประลองที่แคว้นชิง หรือว่า…”
ฮองเฮาส่ายพระพักตร์ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ดีกว่า! คุยเรื่องท่านพ่อของเจ้าดีกว่า”
“เรื่องท่านพ่อข้า ?” มู่เฉียนซีแปลกใจ ทว่านางก็สนใจในตำนานของท่านพ่อเช่นกัน นางไม่มีความทรงจำเมื่อสามปีก่อน และนางได้ยินเรื่องของท่านพ่อมาเพียงผิวเผิน อีกอย่าง ความแข็งแกร่งของนางยังไม่มากพอ เห็นได้ชัดเจนว่าท่านอาไม่ค่อยเล่าอะไรให้นางฟังมากนัก
ฮองเฮา “อืม… อีกไม่นานซีเอ๋อร์ก็จะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว คิด ๆ ดูแล้วเฟิงอวิ๋นจากแคว้นจื่อเยี่ยไปก็นานนับสิบหกปีแล้ว”
“เมื่อสิบเก้าปีก่อน เ