ิ้มขมขื่น “อา… แม้ข้าจะพยายามมาหลายปีก็ยังทําไม่ได้ ชายคนนั้นทั้งแข็งแกร่ง ทั้งน่ากลัว”
ผู้ที่ดูสงบนิ่งเรียบง่ายอย่างอวิ๋นอ๋อง เขามีความปรารถนาที่ง่าย ๆ เพียงเท่านี้เองหรือ ?
มู่เฉียนซี “ชิงอวิ๋น มันอาจไม่ได้แย่อย่างที่เจ้าคิด เผาทั้งวังวินาศวอดวาย อนุชาของเจ้า จิ่วเยี่ย อาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้”
ซวนหยวนชิงอวิ๋นกล่าวเสียงต่ำทุ้ม “เพลิงที่ลุกมหาศาลเช่นนั้น เผาวังมอดทั้งวัง โอกาสที่น้องเก้าจะรอดมาได้มีน้อยมาก”
มู่เฉียนซีขมวดคิ้ว กล่าวขึ้น “ข้าว่าจิ่วเจี่ยต้องไปล่วงรู้อะไรเข้าสักอย่าง”
ซวนหยวนชิงอวิ๋นขมวดคิ้วมุ่นไม่ต่างจากนาง “อืม ชายผู้นั้นเป็นคนเลือดเย็น เฉียนซี เจ้าจงอย่าได้เข้าไปอยู่ใกล้เขา เขาอันตรายมาก แล้วเรื่องที่เขาไม่อยากจะกล่าวถึง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่มีทางพูดมันออกมา” มู่เฉียนซี “ไม่ต้องกังวล ตอนนี้เขาป่วย อยู่ในความดูแลของข้า เขาไม่ทำร้ายข้าหรอก”
ซวนหยวนชิงอวิ๋นประหลาดใจ “ป่วยและอยู่ในความดูแลของเจ้ารึ ?”
“สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน เอาเป็นว่าเวลานี้พวกเราคิดหาวิธีออกจากที่นี่กันก่อนเถอะ ?” มู่เฉียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม นางรู้ดีว่าซวนหยวนชิงอวิ๋นเป็นคนรอบคอบถี่ถ้วน จึงยังไม่อยากจะสนทนาเรื่องจิ่วเยี่ยกับเขาต่อ
“ข้าเป็นผู้ได้รับมรดกของจักรพรรดิแห่งสงครามขวางอวิ๋น ข้ารู้ว่าสุสานนี้มีทางออกอยู่ทางซ้ายของห้องโถงใหญ่นี้”
บัดนี้อวิ๋นอ๋องกลายเป็นเจ้าของสุสานแล้ว เขาโบกมือเปิดประตูมืด